รู้เวทนาพาไปสู่รู้ซื่อๆ

แบ่งปันสิ่งดีๆ

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

พระอริยะบุคคล
ตั้งแต่พระโสดาบัน
ไปถึงพระอนาคามี
ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน
ปัญญาถึงจะมาทัน
ถ้าเลยขอบเขตนั้นไป
ก็เป็นตัณหา อุปาทาน

เพราะฉะนั้น
จึงได้เน้นตัวเวทนา
เวทนาตัวนี้จะนำไปสู่
ตัวปรมัตถ์ได้
ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้
ให้เป็นปัญญา

แต่ถ้าเราไม่ทันต่อเวทนา
เลยขอบเขตของเวทนาไป
เป็นตัณหา อุปาทาน
มันก่อให้เกิดความคิด
เรียกว่าสังขาร
สังขารตัวนี้ ก็เป็นตัวสร้างเรื่อง

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

ยิ่งรู้ทันเวทนามาก ปัญญายิ่งมาก

โลกุตตรปัญญาคือปัญญาที่มารู้ใจตัวเอง เพิ่มได้ แต่โลกียปัญญานั้น ขึ้นอยู่กับพ่อแม่ การศึกษา สิ่งแวดล้อม บรรพบุรุษให้มาเท่าไรก็ได้เท่านั้น แต่โลกุตรปัญญาเพิ่มได้ตลอดเวลา เพียงแต่รู้จักปรับเวทนาด้วยสติสัมปชัญญะเท่านั้นเอง มันก็กลายเป็นปัญญา แต่ส่วนใหญ่เราสนองเวทนาที่เกิดขึ้นกับกายกับใจของเราด้วยสัญชาตญาณ ความฉลาดเราจึงเพิ่มขึ้นไม่มากเท่าไหร่ อาตมาพยายามศึกษาเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่สำคัญมาก อยากจะให้นักปฏิบัติของเราเห็นความสำคัญของเรื่องเวทนา

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

วงล้อนี้หยุดหมุนได้ด้วยการรู้เท่าทันเวทนา

พระอาริยบุคคล ตั้งแต่พระโสดาบัน ไปถึงพระอนาคามี ก็ต้องเกิดเวทนาเสียก่อน ปัญญาถึงจะมาทัน ถ้าเลยขอบเขตนั้นไปก็เป็นตัณหาอุปาทาน เพราะฉะนั้นจึงได้เน้นตัวเวทนา เวทนาตัวนี้ที่จะไปสู่ตัวปรมัตถ์ได้ ก็ต้องแปลงตัวเวทนานี้ให้เป็นปัญญา แต่ถ้าสมมติว่าเราไม่ทันต่อเวทนา เลยขอบเขตของเวทนาไปเป็นตัณหาอุปาทาน มันก่อให้เกิดความคิด เรียกว่าสังขาร สังขารตัวนี้ก็เป็นตัวสร้างเรื่อง

สมมติภาพสไลด์ที่เห็นนี้เรียกว่านามรูป เป็นภาพนิ่ง มันไม่เปลี่ยนแปลงเลย แต่ถ้าเมื่อไหร่ไปกดปุ่มเพลย์ ภาพนี้เคลื่อน เกิดเป็นสังขาร แต่ถ้าหากเป็นรูปนามล้วนๆ ภาพนี้ก็ไม่มี นามรูปก็ไม่มี ความรู้สึกตัวเป็นภาพที่จอล้วนๆ สีขาว พอปรากฏภาพนิ่งขึ้นปั๊บ อันนี้เป็นนามรูปแล้ว พร้อมที่จะเคลื่อน พอเคลื่อนก็กลายเป็นสังขาร ต่อมาเรารู้จักว่ารูปนี้คืออะไร เรื่องนี้ที่จะฉายเป็นเรื่องอะไร เรารู้ เป็นวิญญาณ การรับรู้ ดังนั้นตัวภาพที่เป็นสไลด์เป็นตัวนามรูป ภาพนี้สวยจังเป็นเวทนา อยากจะได้ภาพนี้ อยากจะเป็นอย่างภาพนี้บ้าง เป็นตัณหาอุปาทานไปแล้ว แล้วขวนขวายที่จะเอาภาพนี้มาให้ได้ก็เป็นอุปาทาน การขวนขวายจะได้ภาพนี้มา จิตเราก็ต้องปรุง เกิดกายกรรม วจีกรรม มโนกรรมขึ้นมา ก็เป็นชรามรณะโศกะปริเทวะไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น ตัวรูปนามจะแปลงเป็นนามรูปก็อยู่ที่เวทนา รูปนามจะแปลงเป็นตัวสังขารก็อยู่ที่เวทนา รูปนามที่จะแปลงเป็นวิญญาณก็อยู่ที่ เวทนา

เสียคนเพราะลืมรู้สึกตัว เสียความรู้สึกตัวเพราะลืมเวทนา

เราจึงมาเรียนรู้เวทนา เวทนาหยาบๆ เป็นทุกขเวทนา เวทนากลางๆ พอทนได้ เวทนาละเอียดเรียกว่าสุขเวทนา เพราะฉะนั้นสุขกับทุกข์ไม่ได้ต่าง แต่มันอยู่คนละขั้ว เราจึงไม่ต้องแสวงหาทั้งสุขและทุกข์ เพราะแสวงหาสุขมันก็ไปเจอทุกข์ แสวงหาทุกข์ก็ไปเจอสุข อยู่อย่างนี้ เขาเรียกว่าเป็นวัฏฏสงสารเพราะมันยังเป็นเวทนาอยู่ เพราะฉะนั้นเวทนาจึงมีบทบาทมากในแง่ของโลกวัตถุนิยม เป็นเรื่องของเวทนาหมด ในโลกของธรรมะก็จะมาสู่เขตแดนของตัวปัญญาได้บ้าง ปัจจุบันนี้โลกที่มันเป็นไปสารพัดอย่าง เพราะคนตกเป็นทาสของสุขเวทนา อยากจะได้เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แล้วที่สุดมันก็ไปเบียดเบียนกัน พอไปเบียดเบียนกันในมวลมนุษย์ในสัตว์ยังไม่พอ เบียดเบียนโลกใบนี้ด้วย โลกใบนี้มันก็จะอยู่ไม่ได้ สร้างเงื่อนไขให้โลกนี้ระเบิดได้ด้วย ก็คือสร้างกำลังของโทสะของตนเองไปบรรจุไว้ในระเบิด หัวรบนิวเคลียร์ วันไหนมาเบียดเบียนฉัน ฉันไม่พอใจฉันกดปุ่มเลย บรรจุโทสจริตทั้งหมดไว้ในระเบิด อันนั้นก็เกิดมาจากอวิชชาตัณหาอุปาทาน

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

เวทนาพารู้ซื่อ

ดังนั้นตัวที่เชื่อมจากรูปไปสู่นามก็คือเวทนา เชื่อมจากนามไปสู่รูปก็เวทนา เชื่อมจากตัวสมมติไปสู่ปรมัตถ์ก็เวทนา ตัวความคิดอันนี้เป็นนามรูป ยังไม่ใช่สมมติ พอภาพนี้เคลื่อนปั๊บเป็นเรื่องเป็นราวขึ้นมาตัวนั้นกลายเป็นสมมติ สมมติว่าเรื่องนี้เรื่องอะไร แต่ถ้าตาเห็นแล้วอันนี้คือรูป รู้เฉยๆ โดยที่ไม่แปลความหมาย โดยที่ไม่คิดหรือไม่บัญญัติ มันเป็นปรมัตถ์ รูปสักแต่ว่ารูป ยังไม่บัญญัติว่าเป็นรูปของอะไร แต่รู้ว่าอันนี้เป็นรูปเท่านั้นเอง ยังเป็นปรมัตถ์อยู่ ยังไม่เป็นสมมติ เป็นปรมัตถ์ คือรู้ซื่อๆ ดูรูปซื่อๆ ส่วนที่เป็นปรมัตถ์ก็คือ จิต เจตสิก รูป นิพพาน รูปที่เราเห็นนี้ก็ยังเป็นปรมัตถ์ได้อยู่ คือรู้ซื่อๆ เห็นซื่อๆ โดยที่ไม่ปรุงแต่ง เมื่อไหร่ที่เข้าไปปรุงแต่ง เป็นภาพอะไร เป็นเรื่องอะไรปั๊บ เป็นสมมติ

Direk Saksith
www.buddhayanando.com
f: พระพุทธยานันทภิกขุ, พลิกใจให้ตื่นรู้,
หลวงพ่อมหาดิเรก พุทธยานันโท, เซนสยาม,
Dynamic Meditation (นวัตกรรมแห่งสติ)

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *