ตอนที่ 11
นามรูป :ต้นทางดั้งเดิมแห่งภพชาติและความทุกข์
รูปนามเปรียบเสมือนภาชนะของเรา คือภาชนะใจ ภาชนะกาย มันมักจะแปดเปื้อนด้วยทุกขเวทนาต่างๆอยู่เสมอ เวทนาต่างๆ เข้ามากระทบทั้งกายและจิต ก็เป็นเหมือนมลทิน ฝุ่นผง ที่พัดเข้ามาจับต้องอยู่ตลอดเวลา ก็ต้องคอยปรับเปลี่ยนบำบัด ขัดเกลาชำระล้างเอามลทินทุกข์นั้นๆออกไปอย่างต่อเนื่อง
ความรู้สึกเจ็บ ปวด เมื่อย เคล็ดคันฯลฯ จะรู้สึกมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับความเข้มแข็ง หรืออ่อนแอของอินทรีย์แต่ละคนไป คนที่เข้มแข็ง ทุกขเวทนา ก็เกิดช้าหน่อย อินทรีย์อ่อนแอ ก็เกิดไวหน่อย เรียกว่า เพราะมันเป็นสังขารโดยกำเนิด ซึ่งต้องตกอยู่ภายใต้กฎของไตรลักษณ์ทั้งหมดไม่มียกเว้น
เพราะฉะนั้น ทุกข์กับสุขเวทนา จึงเป็นมลทินที่ไหลลื่นเข้ามาสู่กาย ใจไม่รู้หยุหย่อน เวลาอยู่ในอิริยาบถใดนานๆทุกขเวทนาต้องเกิด มันก็เป็นมลทินฝ่ายลบ เราก็ต้องหาทางบำบัดขัดเกลามันออกไป และได้สุขเวทนากลับเข้ามา ก็เป็นมลทินฝ่ายบวกยึดเราต่อไปอีก มันมีตลอดเวลา
จึงจะสามารถรู้เท่าทันมลทินทางกายเวทนาเหล่านี้ และรู้จักวิธีบำบัดขัดเกลาเอามลทินทางจิตออกได้ด้วยกำลังวิปัสสนาญาณ มลทินเหล่านี้เรียกตามปริยัติเรียกว่า ความอภิชฌาและโทมนัส คือความพอใจ และความไม่พอใจนั้นเอง
อารมณ์หลักๆของรูปนาม เมื่อทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อมชัดเจนดีแล้ว เราก็จะเห็นเวทนาทั้งลบและบวกได้โดยง่าย เราสามารถเข้าไปเกี่ยวข้องกับมันได้ถูกต้อง และแปรสภาพของเวทนาให้เป็นประโยชน์ทางวิปัสสนาได้หลา มาจากเวทนาก็มี มาจากอุเบกขาก็มี ที่มาจากเวทนาเรียกว่า อทุกขมสุขเวทนา คือความรู้สึกที่ยังไม่แน่ว่า เป็นสุขหรือเป็นทุกข์ เช่นเราพึ่งเปลี่ยนอิริยาบถใหม่ๆ ยังไม่แน่ว่าความรู้สึกทางกายขณะนั้น มันเป็นสุขหรือทุกข์ พอนั่งไปได้สัก 10 นาที 20 นาที ความรู้สึกเริ่มหนักหน่วงและเข้มข้นมากขึ้น จนเรารู้สึกว่าทุกขเวทนาเกิดแล้ว แต่สุขเวทนามันปรากฏตัวนิดเดียว พอหลุดจากนั้นไปไม่กี่นาที ทุกขเวทนามันก็เริ่มหนักหน่วงขึ้นอีก
อทุกขมสุขเวทนา มันเสมือนเป็นภาวะเฉยๆเช่นกัน แต่มิใช่อุเบกขา แต่ความรู้สึกที่เป็นอุเบกขา คือภาวะจิตที่รู้เท่าทันความจริงของเวทนา และไม่ถูกเวทนาทุกอย่างครอบงำ แต่สามารถจัดการกับเวทนาได้ตามต้องการ ไม่ถูกเวทนาเบียดเบียน เป็นภาวะรู้เท่าทันจิตอันเกิดจากองค์ธรรมแล้ววางเฉยเวทนานั้นๆได้ หรือรู้มันซื่อๆ เฉยๆได้ ซึ่งมันคนละเรื่องกับอทุขมสุขเวทนาทีเดียว
พูดถึงสถานะของนามรูปให้เห็นกันชัดๆ อุปมาต่อไปนี้อาจจะช่วยให้เห็นภาพของรูปนามและนามรูปได้ชัดขึ้นได้ คือรูปนามเปรียบเสมือนวัตถุชิ้นหนึ่ง นามรูปเปรียบเสมือนเงา คือจิตสังขาร นามล้วนๆ เปรียบเสมือนแสงสว่างจากดวงไฟ คือสติปัญญาญาณเป็น ไม่ใช่ทั้งรูปนามและนามรูป พอนึกภาพออกหรือยัง?
เพราะฉะนั้น นามรูปมันเป็นจึงเป็นเพียงรูปของปรากฏการณ์ จากรูปนามและสติ ไม่มาอยู่ตรงแนวเดียวกัน เสมือนวัตถุกับแสงสว่างไม่ตรงกันเท่านั้นเอง
หรืออีกนัยหนึ่ง นามรูป ก็คือรูปที่เกิดจากอาการของนามคือจิตนั้นเอง ดังได้ให้อุปมาแต่ต้นแล้วว่า รูปเสมือนเป็นวัตถุ นามเสมือนเป็นแสงสว่าง นามรูปเสมือนเงา วัตถุทั้งสามเกี่ยวของกันฉันใด ภาวะของรูปนาม นามรูป และสติ ก็สัมพันธ์กันฉันนั้น
นามรูปคือตัวจิตสังขาร หรือตัวความคิด แต่รูปนามคือความรู้สึกเวทนา แต่สติ เป็นตัวรู้สึกรู้เฉยๆ เรียกว่ามันคือ ปรมัตถสภาวะ แต่จิตกับเจตสิกนั้น เป็นได้ทั้งรูปนาม นามรูป และนามล้วนๆ ผู้ไม่มีปริยัติอาจงงนิดหน่อย
ดังนั้น รูปและนามจึงเป็นปรมัตถ์ แต่นามรูปมันเป็นเพียงสมมุติ เพราะมันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุปัจจัยของรูปและนาม มันจึงเป็นเพียงปรากฏการณ์ของรูปและนามเท่านั้น มันไม่ใช่รูปที่มีอยู่จริง กลับไปทบทวนทำความเข้าใจเรื่องเงากับแสงและวัตถุอีกครั้ง แล้วจะเห็นความจริงเรื่องของนี้ได้ชัดเจนที่สุด ดังนั้น นามรูปมันเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา จึงเรียกมันว่า สังขารจิต คือเหตุเกิดทุกข์ตัวจริง
คนที่ไม่ได้ฝึกจิตให้รู้เรื่องวิปัสสนา ก็พึ่งพาอาศัยแต่นามรูป ไม่ได้คิดพึ่งพาอาศัยรูปนาม เขาจึงประสบความทุกข์ของสังขารมากที่สุด เพราะนามรูป มันตกอยู่ภายใต้การสั่งงานของ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา ตลอดเวลา จึงเอาเป็นที่พึ่งไม่ได้
เหมือนกับเราข้ามน้ำลึกโดยที่ไม่มีเรือ หรือเดินทางฝ่าความมืดโดยไม่มีไฟสว่าง เราก็มีแต่ทุกข์กับทุกข์ หรือตายกับตายเท่านั้นเอง
ดังนั้นที่คุณพากันเป็นทุกข์กับเรื่องนั้นเรื่องนี้ คุณไม่ต้องไปแปลกใจหรอก มันเป็นธรรมดาที่เป็นไปตามกฎของมัน แต่วันไหนคุณไม่อยากเป็นทุกข์แล้วคิดจะออกมันนั้นสิ? ถือว่าคุณมีโอกาสจะหาทางออกจากมันได้ แต่เพียงแต่คิดไว้เฉยๆ ก็ไม่มีประโยชน์และความหมายใดๆ แถมจะสร้างจิตนาการขึ้นมาให้รกสมองรกจิตเปล่าๆ
ท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงเปรียบนามรูป เหมือนทะเลมหาสมุทรทั้งสี่ ได้แก่ มหาสมุทรแห่งกามเรียกว่า กาโมฆะ ห้วงน้ำคือกาม คือความคิดปรุงแต่งเรื่องความอยากความใคร่ชนิดต่างๆ มันไหลรื่นครุ่นคิดอยู่ในจิตในใจแทบตลอดเวลา
มหาสมุทรคือทิฐิ เรียกว่า “ทิฏโฐฆะ” คือห้วงน้ำแห่งความคิดปรุงแต่งเห็นผิดในเรื่องราวต่างๆ ทั้งทางโลกและทางธรรม ที่คนทั่วไปชอบคิดค้นหาเรื่องมาคุยมาถกเถียงกันได้ทั้งวันทั้งปี ทั้งชาติเลยละ?
มหาสมุทรคือภพ เรียกว่าภโวฆะ คือคิดปรุงแต่งแล้วไม่สะใจ และโง่เขลาพอที่ไปยึดเอาเงาแห่งความคิดหรือนามรูปนั้นๆว่าเป็นความคิดเห็นของตนกูตัวตนของกู ใครจะมาคัดค้านไม่ได้ ไม่เห็นด้วยไม่ได้ กูไม่ยอมลูกเดียว มันก็จะรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกโกรธเกลียดเคียดขุ่นกันเป็นเรื่องเป็นราวเลยทีเดียว เราเป็นเช่นนั้นกันบ้างหรือเปล่าในบางเวลา ถ้าเป็น ก็ให้รู้ว่า เราได้ตกน้ำไปลอยคอ จมผุดจมว่ายสำลักน้ำแห่งทิฐิอันโง่เง่าของตนเองเข้าไปแล้ว น่าสมเพชตัวเองไหมละ?
มหาสมุทรแห่งอวิชชา เรียกว่า อวิชโชฆะ ไอ้นี่คือต้นธารน้ำพุแห่งมหาสมุทรทั้งสามนั้นเลยทีเดียว ที่เรารู้จักกันดีว่า ห้วงอารมณ์แห่งความไม่รู้สึกตัว ไม่รู้เท่าทัน ไม่เฉลียวใจ ไม่ได้สติ ไม่มีปัญญา โง่เขลาหลงลืม งี่เง่าอะไรทำนองนั้น ฯลฯ ในตระกูลนี้แหละ ใครมีสมมุติทางนี้มาก ก็สรรหามาตั้งชื่อให้สะใจก็แล้วกัน
คนทั้งหลายที่ไม่ได้เรียนรู้และปฏิบัติวิปัสสนาอย่างถูกต้อง จิตก็จะนึกคิดปรุงแต่งวนเวียนหาแต่เรื่องสุขเรื่องทุกข์ ไม่สามารถมองผ่านออกไปจากกรอบนี้ได้เลย
และเป็นไปไม่ได้เลย ผู้ที่ได้ได้วิปัสสนาญาณ จะเปิดทางออกของจิตไปนอกกรอบนี้ได้
ผู้ที่จะสัมผัสความไม่ทุกข์ที่แท้จริงได้ คือผู้เข้าใจวิปัสสนาแล้วเท่านั้น นอกนั้นสัมผัสได้เหมือนกันแต่เป็นลักษณะชั่วคราว แต่ก็สัมผัสแบบโมหะมากกว่า ผู้ที่ปฏิบัติวิปัสสนาจะสัมผัสความไม่ทุกข์ได้ถาวรแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับระดับของภูมิธรรม คนไหนเข้าสู่กระแสพระโสดาบันไม่ทุกข์ 25 % ถ้าเข้าสู่กระแสสกิทาคามีไม่ทุกข์ 50% ถ้าเข้าสู่กระแสอนาคามี ไม่ทุกข์ 75% คนไหนเข้าสู่กระแสพระอรหันต์แล้วก็ไม่ทุกข์ 100%
เพราะฉะนั้น กายหรือรูปทั้งหลายทั้งปวง มันเป็นไปตามกฎอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันเกิดที่ไหน กฎทั้ง 3 อย่างนี้ต้องติดตามไปปฏิบัติหน้าของมันที่นั่น กฎธรรมชาติอันอมตะนี้ เรียกว่า ธรรมนิยาม เป็นกฎตายตัวของสิ่งที่เป็นสังขารทั้งหมดทั้งสิ้นไม่ว่าจะเป็น สังขารอย่างหยาบสังขารอย่างกลาง สังขารอย่างละเอียดก็ตาม
แต่ความคิดปรุงแต่งเป็นจิตสังขาร หรือนามรูปนั้นเอง ส่วนกายสังขาร คือรูปนาม ถ้ามีสติปัญญาเข้าไปรู้เท่าทันอยู่มันเป็นประจำ สังขารเหล่านี้ ก็ถูกเปลี่ยนเป็นอารมณ์ปรมัตถ์ไปทันที แต่ถ้าไม่มีปัญญา เข้าไปรู้เท่าทันมัน ทั้งรูปนามหรือนามรูปทั้งปวงนั้น ก็ยังเป็นสังขารเหมือนเดิม คือลื่นไหลไปตามกฎของไตรลักษณ์ คือแปรปรวน กายไม่สบาย ใจไม่สงบ อยากอะไรต่ออะไรไปเรื่อยๆ แล้วก็เปลี่ยนเรื่องเก่าไปหาเรื่องใหม่เรื่อยๆ
เพราะฉะนั้น ด้วยอาศัยสัมมาสัมโพธิญาณ คือการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้า เราจึงได้อาศัยความรู้ของท่านที่สืบสานกันมาจนถึงรุ่นเรา ก็เกือบสามพันปีแล้ว เมื่อเราได้มีโอกาสมาเรียนรู้ตรงนี้และวันนี้ เราก็สามารถเปลี่ยนรูปนามและนามรูป คือกายสังขาร และจิตสังขารให้เป็นปรมัตถ์ได้สำเร็จ เราจึงได้สำนึกถึงบุญคุณของท่าน หรือกราบไว้พระรัตนตรัยอยู่ทุกเช้าทุกเย็น ไม่เคยหลงลืมและศรัทธาท่านอย่างไม่เสื่อมคลาย (ขยันทำวัตรเช้า เย็นไงละ อย่าลืมเลยทีเดียว )
เมื่อมีสติ คือเกิดความรู้เนื้อรู้ตัวที่ถูกต้องเมื่อใด สามารถรู้เท่าทันเวทนาทางกาย และรู้เท่าทันจิต ใจไม่มีการปรุงแต่งหรือดำริอารมณ์ใดๆ จิตก็เป็นวิสังขารทันที วิสังขารจิต มันเป็นเหตุให้ทุกข์ดับ จิตจึงไปเหนือสมมุติ ท่านจึงบัญญัติคำสมมุติขึ้นใหม่ว่า “บรมสุข” เช่นบทบาลีว่า นิพพานัง ปรมัง สุขัง หรือที่มาในคาถาปฐมพุทธอุทานว่า “วิสังขารคตัง จิตตัง ตัณหานัง ขยะมัชฌคา” แปลว่า “ จิตของเราได้ถึงแล้วซึ่งสภาพอะไรปรุงแต่งไม่ได้ (คือถึงซึ่งความสิ้นไปแห่งตัณหา คือถึงนิพพาน)
วิสังขารจิต หมายถึงความรู้สึกระลึกได้ เห็นตัวเองชัดเจนเท่านั้น เมื่อหลงคิดปรุงแต่ง สังขารจิตก็เกิดใหม่ได้อีก ดังนั้น สังสารวัฏกับนิพพาน จึงเกิดดับสลับปรับเปลี่ยนกันไปเรื่อยๆเช่นนี้ไม่ขาดสาย สังสาระจิตเกิด ทุกข์ก็เกิด นิพพานจิตเกิด ทุกข์ก็ดับเท่านั้นเอง
แต่เนื่องจากเรายังไม่เข้าใจเรื่องสังขาร และวิสังขารอย่างแจ่มแจ้ง เราก็ยังงุนงงสงสัยเป็นธรรมดา ดังนั้น ในเบื้องต้น ให้เรียนรู้การการเจริญสติ จนเห็นรูปนามให้ชัดๆ เพื่อให้หายสงสัยรูปนามในระดับที่เราสามารถพิสูจน์เห็นเองได้เสียก่อน ถ้าไม่สงสัยความรู้สึกตัวเมื่อใดสติแบบนั้น ก็เป็นสติในรูปนามแน่นอน เป็นประตูให้จิต กลับมาเข้าสู่กระแส ของความรู้สึกตัวในปัจจุบันได้เร็วขึ้น
เบื้องต้นอาจจะเรียนรู้รูปนามแบบสัญญาไปก่อน ถ้าเราขยันรู้ตัวไปเรื่อยๆไม่ขี้เกียจหรือท้อถอย เบื่อหน่ายเสียก่อน ก็มีโอกาสประจักษ์แจ้งรู้รูปนามด้วยตนเองโดยไม่ยากเลย
แต่ถ้ายังสงสัยอยู่ ก็เพียรทนทำ และทำทนไปเรื่อยๆ รูปนามที่จำโดยสัญญา มันก็มีการแปรปรวนเปลี่ยนแปลงอยู่ เพราะความเร็วของสติในระดับสัญญา มันอาจยังไม่รู้เท่าทันจิต แต่สติในระดับนี้ สามารถรู้เท่าทันกายได้ ก็ควรพอใจแค่นี้ไปก่อน พอเพียรทำไปเรื่อยๆ สติในกายก็ค่อยพัฒนาสัญญาที่เคยติดในรูป ก็จะค่อยๆแปรสภาพเป็นปัญญาญาณมากขึ้น ถ้ายังจดจำเรื่องการเคี่ยวน้ำกะทิ ให้เป็นน้ำมันอยู่หรือเปล่า? ถ้าเข้าใจรูปธรรมอันนั้น ก็จะเข้าใจความจริงเรื่องนี้ได้ไม่ยากอะไรเลย ประการสำคัญต้องทำความเพียรคือการเคี่ยวสติกับการเคลื่อนไหวไปเรื่อยๆ
เพราะนั้น เบื้องต้องอาศัยการรู้รูปนามแบบสัญญาจดจำอาการไปก่อน ถ้านักปฏิบัติคนไหนไม่ชัดเจนเห็นแจ้งอารมณ์รูปนามตั้งแต่ต้น การปฏิบัติแบบนี้ จะมีปัญหาไปตลอด เพราะรูปนามเป็นต้นตอ และพื้นฐานที่สำคัญสำหรับคนเริ่มต้นใหม่ในวิธีนี้
เราจะรู้ได้อย่างไรว่า รูปนามแบบไหนเป็นสัญญา แบบไหนเป็นปัญญา ข้อสังเกตง่ายๆก็คือว่า ถ้าช่วงใดที่ทำความเพียรแบบต่อเนื่อง ครั้งละหลายชั่วโมง จังหวะใดจังหวะหนึ่ง มันเกิดความรู้สึกโล่ง โปร่ง เบาสบาย จนน้ำหูน้ำตาไหลอย่างหาสาเหตุไม่ได้ หรือเกิดความคิดย้อนหวนทวนกลับไปในอดีต ที่เราจำไม่ได้แล้ว ไม่ว่าสมัยก็ตาม ภาพอดีตนั้นมันชัดเจนเป็นพิเศษ เสมือนเราดูทีวีชนิดสว่างที่ติดตาจนจำเหตุการณ์อันนั้นได้ไม่เคยลืม และเกิดอาการปีตีอย่างรุนแรงขึ้นกับตัวเองแล้วหลังจากนั้น ก็เกิดมโนธรรมสำนึกอะไรบางอย่างขึ้นชนิดที่ไม่เคยเกิดมาก่อน เช่นเห็นอดีตชาติของตนเอง ที่เราเคยทำกรรมอะไรแบบชั่วๆมาก่อน มันจะประกฎให้เห็นชัดเจน จนเราไม่กล้าทำมันอีกต่อไป นี้คือสัญญาณหนึ่งของการรู้รูปนามแบบปัญญาญาณ
หลังจากนั้น มันโปร่งมันเบาสบาย เสมือนเราได้กินยาดีแล้วหายป่วยนั้นแหละ อาการนี้ เรียกว่าเกิดปีติเป็นสัญญาณเบื้องต้นที่สุด
ก่อนที่อารมณ์ปฏิบัติ จะดำเนินมาถึงจุดนี้ การปรารภความเพียรแบบต่อเนื่อง เป็นองค์ประที่สำคัญ เรียกว่า จิตของผู้ปฏิบัติได้ดำเนินตามหลักของสติปัฏฐานสี่อย่างถูกต้อง องค์ธรรมตัวอื่นๆก็เกิดขึ้นเองตามลำดับ
ในช่วงเชื่อมต่อ หลังจากอาการปีตีแบบนี้เกิดขึ้น ต้องระวังตัวอุปสรรคขั้นต่อมาอย่างมาก เพราะนักปฏิบัติใหม่มักจะมาสะดุดหยุดความก้าวหน้าลงตรงนี้ เพราะขาดประสบการณ์ นั้นคือจิตจะวิ่งไปสู่อารมณ์การปรุงแต่งธรรมะ ที่เรียกว่า ธัมมะวิตก ธัมมะวิจารณ์ หรือธัมมะสัญญา และธัมมะตัณหา อารมณ์แบบนี้ จะชักจูงให้เรารู้สึกสนุกไปกับความคิดปรุงแต่งในธรรมารมณ์ จะทำให้ลืมตัวรู้สึกที่ชัดเจน
โดยเฉพาะ นักปฏิบัติที่เคยปฏิบัติทำสมถะมานาน จิตจะตกไปสู่หลุมพรางเดิมๆ คือหลงไปพิจารณา หรือนึกคิดตรึงตรองในอารมณ์ไตรลักษณ์คือ อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา จิตติดแช่อยู่ในอารมณ์ธัมมะวิจารณ์ เราก็หลงไปว่าเป็นธรรมวิจัย
ธรรมวิจัยนั้น ต่างจากธรรมวิจารณ์อย่างยากที่จะแยกกันชัดเจน แต่ก็มีข้อสังเกตง่ายๆคือ ถ้าอารมณ์ธรรมวิจัยเกิดขึ้นขณะใด ขณะนั้น การตามรู้เฉยๆ ชัดๆ ในรูปนามมันจะตามมา มันทำหน้าที่รู้ไตรลักษณ์เหมือนกันกับธรรมวิจารณ์ แต่จิตมันไม่ได้เข้าไปในอารมณ์นั้นๆ แต่จิตทำหน้าที่เป็นผู้รู้เฉยๆเท่านั้น มันไม่เข้าไปเป็นอารมณ์ที่กำลังปรุงแต่ง และจิตจะกลับมาตั้งอยู่กับรูปนามอย่างแนบสนิทแบบไม่ลังเลสงสัย ซึ่งตรงข้ามกับอารมณ์ที่เป็นธรรมวิจารณ์ มักจะหลุดจากรูปนามบ่อยๆ ถึงได้สติกลับมา สติก็อยู่กับรูปนามแบบหลวมๆ และไม่แนบสนิท เพราะไปติดสนุกกับการปรุงแต่งในปุญญาภิสังขารหรือธรรมมาภิสังขารนั่นเอง นี่คือข้อสังเกต แล้วท่านเป็นแบบไหน ให้สังเกตตามนี้ก็แล้วกัน
เพราะธรรมวิจัยเป็นองค์ธรรมสำคัญลำดับที่สองรองจากสติสัมโภชฌงค์ ที่ว่าต่างจากธรรมวิจารณ์ตรงกันข้ามก็คือว่า ธรรมวิจารณ์( จิตปรุงแต่งในปุญญาภิสังขาร) เป็นเหตุเกิดทุกข์หรือเป็นสมุทัยสัจ แต่ธรรมวิจัย (สติตามรู้จิตกำลังปรุงแต่ง) เป็นเหตุดับทุกข์หรือเป็นนิโรธสัจ
แต่นักปฏิบัติที่มีอินทรีย์ยังอ่อนหรือคนใหม่ จะตามรู้ธรรมวิจารณ์ได้ยาก ต้องอาศัยการฝึกฝนมากๆ และเกิดประสบการณ์ในอาการเช่นนี้บ่อยๆ สติจึงเข้มแข็งขึ้นเอง แต่สำหรับคนมีอินทรีย์เข้มแข็ง จะมีความแยบคายมากกว่า และตามรู้ ตามดูอาการของเวทนาที่เกิดขึ้นในอิริยาบถต่างๆทีละนิดๆ ด้วยสติปัญญา จนชำนิชำนาญ
เพราะสติที่เป็นองค์ของ สัมโพชฌงค์นั้น จะเฝ้าติดตามดูความเข้มข้นของทุกขเวทนา ที่คอยบีบคั้นกายและจิตอยู่ตลอดเวลาเรียกว่า ธรรมวิจัยยะ คนที่มีประสบการณ์สูงจะมีความแยบคายมากกว่า บางคนแยบคายน้อยก็ต้องใช้เวลาหน่อย
เพระฉะนั้น การสร้างจังหวะมือจึงเป็นเหตุใกล้ให้เกิดสติได้ง่าย ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมก็ปรากฏชัดได้ง่าย แต่นักปฏิบัติใหม่บางคนชอบอิดเอื้อน ต่อรองกับการสร้างจังหวะ ก็ขอบกว่า ก้าวหน้าได้ยากในวิธีการนี้ อย่างไรๆ ก็ทนทำ ทำทนไปก่อน อย่าไปคิดเอาเหตุเอาผลอะไรมากนักกับสูตรสำเร็จ เพราะสูตรสำเร็จก็บอกแล้วว่า มันอยู่นอกเหตุเหนือผลไงละ?
บางคนบอกว่า ทำจังหวะมือไปนานๆแล้ว เกิดอาการง่วงเหงาค่อนข้างไวมาก และรุนแรงหนักหน่วงเสียด้วย นั้นมันเป็นสัญญาณที่ดีว่า เราปฏิบัติถูกทางแล้ว ถ้าผิดทางมันจะไม่ยอมง่วงเอาเลย เราต้องค้นหาสาเหตุให้ได้ แล้วแก้ไขมันไปหลายๆรูปแบบ อย่ายอมง่วงไปตามมัน และขณะเดียวกัน ก็ไม่เลิกละความพยายามแก้ไข จนมันหายง่วงให้ได้ ถ้าเราไม่คิดต่อสู้ และแก้ไขให้ตก มันก็เข้าทางของมารที่มันตามราวีเราจนถึงที่สุด โดยเฉพาะวิธีมารรบกวนเยอะมาก เพราะเป็นทางพุทธะที่แท้ไงละ?
การแก้ไขความง่วง มิใช่แก้ครั้งเดียวจบ ต้องขยันแก้ไปเรื่อยๆ จนมันยอมแพ้เรา หรือถ้ามันง่วงแบบเรื้อรังจริงๆ ต้องหันมาดูสาเหตุอย่างจริงจังว่ามันเกิดจากอะไรกันแน่ในสาเหตุเหล่านี้
1. ขณะปฏิบัติ เราเผลอหลับตาบ่อยๆหรือเปล่า เพราะความเคยชินที่ติดอารมณ์สมถะ 2. เราอาจจะตื่นเช้าเกินไปหรือเปล่า?เพราะนักที่ได้อารมณ์ใหม่ๆ นอนหลับกลางคืนไม่ค่อยสนิท เพราะปีติเกิดบ่อยๆและนาน 3. อาจมีโรคประจำตัวบางอย่างที่ต้องใช้ยาช่วยระงับ หรือาจจะรับประทานรักษาโรคบางอย่าง แล้วมีผลต่อการกดระบบประสาม แล้วทำให้ง่วง 4. เมาอาหาร หรือทานอาหารบางอย่างที่ ย่อยยาก เช่นข้าวเหนียวเป็นต้น 5. หลังทานอาหารใหม่ๆ อย่าพึ่งนั่งปฏิบัติให้เดินจงกรมจนกว่าอาหารจะย่อยหมด ค่อยนั่งสร้างจังหวะมือ
ให้ค้นหาสาเหตุให้พบ แล้วพยายามปลุกตัวเองให้ตื่นอยู่เสมอ ก็จะแก้นิวรณ์ได้โดยไม่ยากเลย
จิตเดิมแท้ของเราทุกคน มันไม่มีนิวรณ์ใดๆครอบงำมาก่อน มันใสสะอาดบริสุทธิ์ เหมือนจิตของเด็ก เรียกว่าประภัสสรจิต ตามที่ท่านกล่าวไว้ในบทบาลีว่า “ ปภัสระมิทัง จิตตัง อาคันตุเกเสหิ อุปกิลิตถัง” จิตเดิมแท้ มันผ่องใสสะอาด เมื่อถูกความคิดปรุงแต่งเข้ามารบกวนแล้ว จิตนั้นจึงเศร้าหมองไป” จิตเดิมแท้ มันดำรงอยู่ก่อนหน้านี้ ทุกคนมีสภาพจิตอย่างนี้เสมอเหมือนกัน แต่คนที่รู้จักจิตแบบนนี้ดีแล้ว ย่อมหาวิธีดำรงจิตแบบนี้ไว้ได้นานกว่าคนไม่รู้ และคนที่รู้จิตนี้ ก็คือได้ผ่านการปฏิบัติภาวนามาแล้วเท่านั้น แต่คนที่รู้จักทำวิปัสสนา ย่อมรักษาจิตชนิดได้ดีกว่าคนรู้เพียงสมถะภาวนา และสามารถพัฒนาให้ดำรงอยู่ได้ยาวนาน และสามารถนำจิตแบบนี้มาประยุกต์ใช้งานให้เกิดประโยชน์แก่สรรพสัตว์ทั้งหลายอย่างกว้างขวาง และมีประสิทธิภาพมากกว่าคนธรรมดาหลายเท่าทีเดียว และการพัฒนาจิตประเภทนี้ให้เติบโตต้องอาศัยกัลยาณมิตรผู้รู้จริง คอยช่วยแนะนำเท่านั้น จึงจะเกิดได้ และองค์ประกอบที่จะทำให้สมบูรณ์ต้องประกอบด้วยหลักสองประการคือ
1.กัลยาณมิตรได้แก่ครูบาอาจารย์ หรือเพื่อนปฏิบัติ ที่มีประสบการณ์มากมาก่อนเรา ช่วยชี้นำเราได้ 2.โยนิโสมนสิการ คือการใช้สติปัญญาของเราเอง ถ้าครูบาอาจารย์กัลยาณมิตร บอกวิธีการถูกหมดทุกอย่าง แต่ถ้าสติปัญญาของเรายังไม่ได้รับการฝึกฝนให้ถูกต้อง ก็หลงทางทำถูกบ้างผิดบ้าง ผลการปฏิบัติ ก็ล่าช้าไปเรื่อยๆ
เราต้องมีความเพียรขยันพัฒนาสติ ปัญญาที่เป็นโลกุตระ เพราะปัญญาระดัเราสามารถพัฒนาไปได้อย่างไม่มีขอบเขตจำกัด ซึ่งต่างกับสติปัญญาทางโลก หรือโลกียปัญญา คือต้องอาศัยขอบข่ายหลายประการ เช่น 1.สะชาติกะปัญญาคือ ปัญญาที่ได้รับถ่ายทอดมาจากบรรพบุรุษ ติดตัวมาแต่กำเนิดหรือปัญญาที่มากับกรรมพันธุ์ 2.ปริหาริกะปัญญา คือนำปัญญาที่ได้รับมาพัฒนาบริหารด้วยระบบทางการศึกษาระดับต่างๆ เรียกอีกชื่อหนึ่งว่า สุตมะยะปัญญา และจินตามะยะปัญญา 3. นิปะกะปัญญา คือปัญญาที่เกิดจากการภาวนา เรียกอีกอย่างว่า ภาวนามะยะปัญญา เป็นปัญญา ที่ทำให้เกิดโลกุตรธรรมได้ง่าย ซึ่งอาศัยการพัฒนาจิตตามหลักของอริยมรรคแปดโดยเฉพาะ
ซึ่งการเจริญสติปัฏฐานสี่แบบเคลื่อนเป็นเส้นทางที่ลัดและตรง โดยไม่ต้องไปเสียเวลาเรียนหลักปริยัติให้ครบถ้วนก่อน เพียงแต่ศึกษาจากกัลยาณมิตรผู้รู้จริงมาบอกแล้วทำตาม ก็ปฏิบัติได้เลยไม่ผิดพลาด แต่ผู้มีหลักปริยติมากเสียอีก ที่ทำให้เนิ่นช้า เสียเวลา เพราะมัวแต่จะสงสัยในสิ่งที่ตนเองได้เล่าเรียนมา คิดถึงแต่เรื่องถูกกับผิดเรื่อยไป หรือคิดคำนวณถึงแต่เรื่องเหตุกับผลอย่างไม่รู้จักปล่อยวาง เป็นความรู้ที่แบบเคลือบแคลงสงสัยตลอดเวลา ไม่อาจจะทุ่มเทอย่างจริงจังได้
เพราะนั้น อาศัยกัลยาณมิตร จะช่วยให้เราเดินทางลัดได้อย่างปลอดภัย แต่เบื้องต้น เราพิสูจน์กัลยาณมิตรให้ถูกต้อง ให้เข้าใจชัดเจนก่อน หลักง่ายๆ ก็คือกัลยาณมิตรที่แท้จริงนั้น จะสามารถตอบข้อสงสัยที่เราชักถามได้ทุกอย่าง เกี่ยวกับการดับเหตุแห่งทุกข์ในทุกๆประเด็น และเป็นสมารถแบบอย่างที่ดีงามและถูกต้องให้เราได้เสมอ
และที่สำคัญกัลยาณมิตรที่ถูกต้อง มักจะชี้นำให้เราได้พบกับกัลยาณสหายอีกมากมาย ไม่จำกัดขอบเขตในการแสวงหาความรู้และประสบการณ์ที่ถูกต้อง และจะนำเราไปพบกับกัลยาณสัมปะวังกะตา คือได้พบกับสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อความก้าวหน้าในการภาวนา เป็น
องค์ประกอบที่ 2 คือโยนิโสมนสิการ ได้แก่ความแยบคาย ตรงนี้เราจะต้องลงมือพิสูจน์ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญาของตนเอง จนกว่าจะเข้าใจรูปนามให้ชัดตามความจริง ผลของการได้พบกับกัลยาณมิตรที่ถูกต้องนั้น จะต้องทำให้เราเกิดแรงจูงใจอย่างสูงที่จะทำตามองค์คุณของการภาวนาทั้งห้าประการนี้จนประสบผลสำเร็จระดับใดระดับหนึ่งจนได้
ดังนั้น โยนิโสมนสิการ มิใช่เรื่องต้องอาศัยคำอธิบายจากผู้อื่น แต่เป็นเรื่องที่ต้องลงมือทำด้วยตนเอง ผลจะออกมาอย่างไร นั้นเป็นเครื่องพิสูจน์ระดับสติปัญญาของเราเอง เราจะไปโทษกัลยาณมิตรทั้งหมดไม่ได้ สติปัญญาของเราเองต้องเป็นองค์ประกอบสำคัญไม่แพ้กับหลักของกัลยาณมิตร เชิญท่านผู้กล้าหาญหาทางพิสูจน์กันต่อไป เพราะสิ่งที่ดีที่สุด มิใช่เกิดขึ้นง่ายๆ ต้องอาศัยความเพียรที่จริงจัง ตั้งใจ ต่อเนื่อง และถูกต้องเท่านั้น จึงจะประสบผลสำเร็จที่สมบูรณและครบถ้วนได้ ขอให้ทุกท่านผู้แสวงหาธรรมด้วยใจที่บริสุทธิ์ จงประสบผลสำเร็จด้วยเทอญ.
วาทะดังตฤณ ระหว่างเทพธิดากับนางมารของจริง
Posted by in บทความพิเศษ และการเจริญสติแบบใหม่ - (0 Comments) ใครก็ตามที่เห็นเหตุแห่งความสุขทางใจอย่างถ่องแท้
ว่าคือความดีงาม ไม่ใช่ความชั่วร้าย
ก็ย่อมเลิกเห็นความดีงามเป็นเรื่องตลกตกยุค
ความชั่วร้ายต่างหากที่เป็นเรื่องล้าสมัยน่าเหน็ดหน่ายเหลือฝืน
…: คนเราเมื่อสะสมเหตุแห่งทุกข์มากเข้า
ต่อให้สวยก็ช่วยไม่ได้ พอถอดใบหน้าอันดูดีทิ้ง
ก็จะเหลือแต่จิตใจที่ดูแย่
ทั้งเจ้าตัวและผู้ใกล้ชิดย่อมแพ้ภัยชะตากรรม
สุดแต่ว่าจะถูกฉุดให้ตกต่ำลงไปถึงไหนเท่านั้น
: เมื่อเริ่มเห็นผลดีเป็นความสุขทางใจ
มีแก่ใจสังเกตเข้ามาที่โลกภายในมากขึ้น
ก็ย่อมตาสว่าง รู้ความจริงไปทีละเรื่อง ทีละลำดับ เห็นชัดว่า…
๑) เพราะคิดให้…ใจจึงโปร่งโล่ง เพราะคิดเอา…ใจจึงแน่นทึบ
๒) เพราะคิดอาฆาต…ใจจึงร้อนแรง เพราะคิดอภัย…ใจจึงเยือกเย็น
๓) เพราะคิดขโมย…ใจจึงตกตื่น เพราะคิดสละ…ใจจึงเป็นปกติ
๔) เพราะคิดเป็นชู้…ใจจึงบาดเจ็บ เพราะคิดซื่อ…ใจจึงสบายดี
๕) เพราะคิดโกหก…ใจจึงบิดเบี้ยว เพราะคิดพูดจริง…ใจจึงเที่ยงตรงเห็นตามจริงง่าย
๖) เพราะคิดถึงคำหยาบช้า…ใจจึงสกปรก เพราะคิดคำสุภาพ…ใจจึงสะอาด
๗) เพราะคิดถึงคำเสียดแทง…ใจจึงเกิดแผล เพราะคิดพูดประโลม…ใจจึงเนียนเรียบ
๘) เพราะคิดถึงคำเหลวไหล…ใจจึงแส่ส่าย เพราะคิดก่อนพูด…ใจจึงมั่นคง
: แต่ละข้อก่อให้เกิดความรู้สึกทางใจกับเจ้าตัวอย่างไร
กระแสจิตก็จะทอรัศมีเป็นที่รับรู้แก่สายตาคนอื่นอย่างนั้นด้วย
: โดยเฉพาะเมื่อกระแสความเสียสละและกระแสศีลไหลเชี่ยวอย่างต่อเนื่อง
ภาพรวมย่อมปรากฏชัดประจักษ์แก่ใครต่อใครรอบตัว
สามารถเป็นแรงบันดาลใจกับคนอื่นได้อีก
: ทุนเดิมตามธรรมชาติกายและจิตของเพศหญิงนั้น
คือความอ่อนโยน เยือกเย็น และสว่างไสวอยู่ในตัวเอง
เมื่อประกอบพร้อมเข้ากับคุณสมบัติด้านดีของจิตครบถ้วน
ผู้หญิงธรรมดาคนหนึ่งย่อมทำเรื่องไม่ธรรมดาให้เกิดขึ้นกับโลกได้
: นอกจากนี้ ยังมีการดำเนินชีวิตอีกอย่างหนึ่งของผู้หญิง
อันนำมาซึ่งรัศมีสว่างอาภาที่ฉายเกินกรอบหน้า
แววตาพิสุทธิ์ซื่อแฝงสติรู้ทัน
กับรอยยิ้มงามละมุนที่ทำให้คุณนึกออกว่าเหล่าเทพธิดาบนสวรรค์เธอยิ้มกันอย่างไร
ผมเคยเห็นกับตามาบ่อยจนชินๆ
การดำเนินชีวิตแบบนั้นไร้มลทินยิ่ง
เพราะเว้นวรรคการเกลือกลั้วกับกิเลสหยาบ
: ใช่แล้วครับ
ผมหมายถึงบรรดาผู้หญิงที่ถือศีล ๘
และปฏิบัติธรรมอย่างถูกต้อง
: ใจที่ไม่คลุกคลีกามย่อมเปล่งประกายผ่องแผ้ว
จิตที่อบรมจนเกิดสติสัมปชัญญะย่อมถักทอกระแสกุศลทุกขณะ
ปัญญาที่ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่น
ย่อมเปิดใจให้กว้างขวางเหมือนอากาศที่ปราศจากเครื่องห่อหุ้ม
: คุณจะสัมผัสได้ถึงพลังกุศลทำให้เต็มไปด้วยชีวิตชีวาของพวกเธอ
และเห็นภาพรวมที่งดงามบาดใจเกินระดับความงามทางกายไปมาก
จนทำให้คุณนึกถึงเทพธิดาของจริงได้อย่างเต็มใจ
จาก คิดจากความว่าง 2 : “ระหว่างเทพธิดาในฝัน..กับนางมารของจริง”
มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง (พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก) ลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท
Posted by in บทความพิเศษ และการเจริญสติแบบใหม่ | ไม่มีหมวดหมู่ - (0 Comments)มีขันติ คือ ให้พรแก่ตัวเอง
โดย พระอาจารย์มิตซูโอะ คเวสโก
วัดป่าสุนันทวนาราม
บ้านท่าเตียน ต.ไทรโยค อ.ไทรโยค จ.กาญจนบุรี
“คำสอนข้อแรกที่หลวงพ่อชาสอน คือ เราต้องอดทน”
นับจากวันแรก ที่อาจารย์ไปถึงวัดหนองป่าพง
เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ พ.ศ. 2518
หลังจากบรรพชาเป็นสามเณรอยู่ที่วัดเบญจมบพิตรได้ 3 เดือน
ก็พยายามแสวงหาสถานที่ปฏิบัติธรรม
ทีแรกเพื่อนก็พาไปดูวัดที่ภาคใต้ 3-4 วัด
เป็นวัดที่มีชาวต่างชาติไปปฏิบัติกัน
แต่อาจารย์ดูแล้วก็ยังไม่รู้สึกตกลงใจ
หลังจากนั้นก็มีคนแนะนำให้ไปจังหวัดอุบลราชธานี
ให้ไปหาหลวงพ่อชา ตอนนั้นก็มีพระชาวอินเดีย
ที่พูดภาษาไทยได้พาอาจารย์ไป นั่งรถทัวร์จากกรุงเทพฯ ไปถึง
จังหวัดอุบลราชธานี แล้วก็ยืนงงๆ อยู่ว่าจะไปวัดหนองป่าพงยังไง
พอดีมีคนขับรถแท็กซี่เข้ามาถามว่าจะไปไหน
พอเขาทราบว่าจะไปวัดหนองป่าพง เขาก็บอกให้รอสักครู่
เมื่อเขาทำธุระเสร็จแล้วจะกลับมารับ
ในที่สุดก็นั่งรถแท็กซี่คันนั้นไปวัดหนองป่าพง
ระหว่างทางก่อนถึงวัดเป็นเวลาเช้าตรู่
มองเห็นพระป่า 30-40 รูป บิณฑบาตเดินเรียงเป็นแถวยาว
รู้สึกประทับใจมาก พอถึงวัด แท็กซี่เขาไม่เก็บสตางค์ค่ารถ
อาจารย์ก็นึกดีใจและขอบใจเขาที่ช่วยมาส่ง
เมื่อเดินเข้าไปในวัดเป็นป่าร่มรื่น
เกิดความรู้สึกสงบวิเวกเป็นพิเศษ เ
หมือนเข้าไปอยู่อีกโลกหนึ่ง เดินเข้าไปเรื่อยๆ
แม่ชี 5-6 คน ที่กำลังทำความสะอาดวัดอยู่
เห็นอาจารย์เดินมา ก็หลบเข้าข้างทางแล้วนั่งลง
ทำความเคารพอย่างนอบน้อม ตอนนั้นอาจารย์รู้สึกเขินอาย
เพราะเป็นครั้งแรกที่เดินอยู่ตามถนน
แล้วมีโยมนั่งลงไหว้แบบนี้
ท่านเขมธัมโม
ที่วัดหนองป่าพง อาจารย์ได้พบกับพระฝรั่งชื่อ
เขมธัมโม เป็นรูปแรก ท่านก็เข้ามาช่วยแนะนำ
เมื่อฉันจังหันเสร็จแล้ว ท่านสุเมโธ และพระฝรั่งอีก
4-5 รูป ก็พาอาจารย์ไปหาหลวงพ่อชาที่กุฏิ
เมื่อบอกความประสงค์ของอาจารย์ที่จะมาขอ
ปฏิบัติที่วัดหนองป่าพง ท่านซักถามว่ามาจากไหน
มายังไง แล้วก็ถามชื่อ อาจารย์ตอบท่านว่า ชื่อ ชิบาฮาชิ
(ชื่อมิตซูโอะแต่ตามธรรมเนียมญี่ปุ่นจะใช้นามสกุลเป็นชื่อที่แนะนำตัวเอง)
หลวงพ่อชาท่านก็จำเทียบเคียงเป็นภาษาไทยว่า สี่บาทห้าสิบ
นับจากวันนั้นท่านก็เรียกอาจารย์สั้นๆ ว่า “สี่บาทห้า” มาตลอด
หลวงพ่อบอกว่า
อยู่ที่นี่ลำบาก ต้องอดทนนะ
อาจารย์ก็ตอบท่านว่า
“อยู่ได้ครับ ทนได้ครับ”
รู้สึกมั่นใจว่าอดทนได้จริงๆ
เพราะการฝึกที่ท้าทายทั้งทางกายทางใจ
ก็สมัครใจทำมาแล้วตั้งแต่สมัยเป็นนักเรียน
เคยเป็นนักปีนเขาแบกเต๊นท์และเสบียงอาหาร
หนัก 15 กิโล 20 กิโล เดินข้ามเขาลูกหนึ่งไปอีกลูกหนึ่ง
ผ่านยอดเขานี้ไปอีกยอดเขาหนึ่ง
เรียกว่าเดินขึ้นเดินลงภูเขาตลอดวัน
มีทั้งการเดินระยะสั้นๆ 2-3 วัน ไปจนถึง 7 วันก็มี
ตั้งแต่อายุ 20 อาจารย์ก็ออกเดินทางท่องเที่ยว
คนเดียวแบบนี้อยู่เสมอ ทัศนศึกษาไปเรื่อยๆ
ในหลายๆ ประเทศ ทั้งอินเดีย เนปาล ปากีสถาน
อัฟกานิสถาน เยอรมัน ฯลฯ
เดินทางไปประเทศไหนก็ถือหลักว่า
จะทดลองดูเป็นประสบการณ์ว่าคนจนที่สุด
ของเขากินอยู่อย่างไร เราก็เอาอย่างเขานี่แหละ
กินง่าย นอนง่าย เรียกว่ากินอยู่แบบประหยัดสุดๆ
เมื่อไปกรุงเดลลี ประเทศอินเดีย
ซึ่งเป็นเมืองที่ค่าพักโรงแรมแพง
อาจารย์ก็อาศัยนอนค้างคืนตามสถานีรถไฟ
หรือเมื่อครั้งเดินทางไปประเทศเนปาล
ไปพักกับพวกชาวเขา เขากินมันฝรั่งต้มจิ้มน้ำพริก
หรือบางทีก็กินข้าวโพดคั่วแห้งๆ เราก็กินตามเขา
เจ้าของบ้านเขาก็พอใจที่ต้อนรับชาวต่างชาติ
ซึ่งมากินอยู่เหมือนเขา
การกินอยู่อย่างง่ายๆ
เป็นการสร้างความสบายใจ
ให้แก่เจ้าของบ้าน
และสร้างมิตรภาพที่ดีต่อกัน
ดังนั้นเมื่อจะมาอยู่ที่วัดหนองป่าพง
อาจารย์จึงมั่นใจว่าอยู่ได้แน่นอน
เมื่อมาอยู่ที่วัดหนองป่าพงใหม่ๆ
อาจารย์พยายามจับหลักธรรมที่หลวงพ่อชาสอน
ท่านว่า โลก แปลว่า มืด
การที่พวกเราพากันพัฒนาโลกให้เจริญ
จึงเป็นการทำให้มืดขึ้นๆ คือหมายถึงในด้านจิตใจ
คนเรากลับแย่ลงๆ สับสนวุ่นวาย
เป็นทุกข์กันมากขึ้นทุกวัน
เป้าหมายการปฏิบัติธรรมคือ
“อโลก” หมายถึง “ความสว่าง”
คือเพื่อกำจัดความมืด
ทำให้จิตใจสว่าง
แนวทางการปฏิบัติธรรม
ก็ต้องอาศัยความอดทนเป็นหลัก
ให้พากัน
กินน้อย นอนน้อย พูดน้อย
ปฏิบัติให้มาก นั่งสมาธิให้มาก
ซึ่งทุกข้อก็ต้องมีขันติ คือ อดทนทั้งนั้นจึงจะทำได้
การปฏิบัติจึงอยู่ที่ อดได้ ทนได้
ใครทนได้ก็ปฏิบัติได้
ทนไม่ได้ก็ปฏิบัติไม่ได้นั่นแหละ
คาถาบทแรกจากโอวาทปาฏิโมกข์
หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงปฐมเทศนา
โปรดปัญจวัคคีย์แล้ว ในเวลาอีก 7 เดือนต่อมา
ตรงกับวันเพ็ญขึ้น 15 ค่ำ เดือน 3 เป็นวันมาฆบูชา
พระพุทธเจ้าได้เสด็จลงจากยอดเขาคิชฌกูฏ
มายังวัดเวฬุวัน ปรากฏว่ามีพระอรหันต์จำนวน
1,250 องค์ มาประชุมกันอยู่แล้ว ณ วัดเวฬุวัน
โดยมิได้นัดหมาย พระพุทธองค์ทรงเห็นว่า
เป็นนิมิตหมายที่ดีในการที่จะทรงแสดงคำสอนที่เป็นหลัก
หรือเรียกว่า “โอวาทปาฏิโมกข์”
เพื่อให้ภิกษุได้ยึดเป็นหลักแห่งพระพุทธศาสนา
เมื่อพระพุทธเจ้าประทับต่อหน้าพระอรหันต์
1,250 องค์แล้ว คาถาบทแรกที่พระองค์ทรงแสดงคือ
ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา
ขันติ คือความอดทน อดกลั้น
เป็นธรรมเครื่องเผากิเลสอย่างยิ่ง
พระพุทธเจ้าทรงแสดงถึงคุณธรรม
คือขันติ ความอดทนอดกลั้น
ว่าเป็นเครื่องอุดหนุนให้บุคคลบรรลุถึงเป้าหมาย
และเป็นเหตุที่ทำให้ละบาปอกุศลได้
“ความอดทน
เป็นสิ่งที่สำคัญในการดำเนินชีวิตทุกขั้นตอน
กล่าวได้ว่า
เพียงเพื่อที่จะมีชีวิตรอดอยู่ในโลกได้
ทุกชีวิตต้องอาศัยความอดทนเป็นพื้นฐาน”
โลกนี้มีประชากรทั้งสิ้นประมาณ 6,500 ล้านคน
20 % ของจำนวนประชากรโลกเป็นกลุ่มคนยากจน
1 ใน 20 ของประชากรในกลุ่มยากจนนี้
ซึ่งมีจำนวนถึงประมาณ 65 ล้านคน
หรือเกือบเท่ากับประชากรชาวไทยทั้งประเทศ
เป็นคนยากจนถึงขั้นอดอยาก
ขาดอาหารจนเกือบถึงตาย
ในขณะเดียวกัน 15 % ของประชากรโลก เป็นคนอ้วน
ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
75 % มีบ้านอาศัยอยู่
มีอาหารเก็บสำรองไว้
25 % ไม่มีบ้านอยู่
17 % ไม่มีน้ำสะอาดดื่ม
ในจำนวน
ประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 8 % เท่านั้นที่มีเงินในธนาคาร
มีเงินในกระเป๋า มีเศษสตางค์เหลืออยู่ที่บ้าน
นอกจากนั้น ก็ไม่ใช่
เรียกว่ากว่า 90 % คือคนไม่มีเงินออม
เงินไม่พอใช้จ่าย มีหนี้สิน
เมื่อมองดูด้านการศึกษา ปรากฏว่า
ในจำนวนประชากรโลก 6,500 ล้านคน
มีเพียง 1 % เท่านั้นที่จบปริญญาตรี
และ 2 % เท่านั้นที่มีคอมพิวเตอร์ใช้
แต่มี 14 % ที่ไม่รู้หนังสือ
ในเรื่องสิทธิเสรีภาพ
ความปลอดภัยในชีวิต
เขากล่าวว่า
ถ้าคุณเป็นผู้หนึ่งที่มีเสรีภาพ
ในการแสดงความคิดเห็นได้
โดยไม่ถูกรังแกหรือถูกจับกุมคุมขัง
คุณอยู่ในกลุ่มของผู้โชคดีจำนวน 50 %
ถ้าคุณคือผู้หนึ่งที่ไม่ต้องกลัวอันตรายในชีวิต
ไม่ต้องกลัวเหยียบกับระเบิด ถูกยิง
โดนก่อการร้ายหรือถูกจับไปข่มขืน
คุณคือผู้โชคดีกว่าคนอีก 20 % บนโลกนี้
จากสถิติแสดงให้เห็นว่า
แค่เพียงการดำรงชีวิต
ให้อยู่รอดในโลกนี้
ไม่ใช่เรื่องง่าย
โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีชีวิตอยู่
อย่างมีคุณภาพ มีการพัฒนา
ก็ต้องใช้ความอดทนในการดำรงชีวิต
นับตั้งแต่เป็นเด็กแรกเกิด
ไปจนถึงวันสุดท้ายของชีวิต
เด็กเล็กๆ ต้องมีความอดทน ชีวิตจึงจะพัฒนาได้
เริ่มตั้งแต่การฝึกกิน ฝึกถ่าย
ฝึกเข้านอนให้เป็นเวลา
ไปจนถึงการค่อยๆ ฝึกให้มีระเบียบวินัยในชีวิต
รู้จักแบ่งเวลาให้เหมาะสม เวลาเรียน เวลาเล่น
ดูทีวี เล่นเกมส์ ช่วยงานบ้าน
ฝึกให้รู้จักรอคอย อดออม ฯลฯ
การฝึกเรื่องต่างๆ เหล่านี้ คือฝึกให้รู้จัก
อดได้ ทนได้ รอได้
เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ ชีวิตจะพัฒนาได้
อยู่ร่วมกันกับผู้อื่นได้อย่างมีความสุข
ก็ยิ่งต้องใช้ความอดทนในทุกๆ ด้าน
นับแต่การกินอยู่ การเรียน การทำงาน
ความสัมพันธ์กับผู้อื่น การใช้ชีวิตในครอบครัว ในสังคม
ไปจนถึงการพัฒนาด้านอารมณ์และจิตใจ
ซึ่งในปัจจุบันนักจิตวิทยาจะให้ความสำคัญอย่างมาก
กับเรื่องวุฒิภาวะทางอารมณ์
เพราะเชื่อว่าคนเราจะประสบความสำเร็จ
และมีความสุขในชีวิตได้จะต้องมี
“ความฉลาดทางอารมณ์”
หมายถึงความสามารถรู้อารมณ์
และความรู้สึกของตนเองและผู้อื่น
มีสติรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง
รู้จักรอคอย มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น
สามารถจัดการกับความไม่สบายใจต่างๆ ได้
และมีชีวิตอยู่ด้วยความหวัง
การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์
ตามหลักของพุทธศาสนาก็คือ
การอบรมจิต อบรมสติปัญญา
ให้มีความรอบรู้เท่าทันอารมณ์
และสามารถใช้สติปัญญา
จัดการกับสิ่งต่างๆ ได้อย่างถูกต้อง เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม
การพัฒนาจิตและสติปัญญา
ตามแนวทางของพุทธศาสนา
มีเป้าหมายสูงสุดที่
การบรรลุมรรคผลนิพพาน
ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ใน
โอวาทปาฏิโมกข์
ต่อจาก ขนฺตี ปรมํ ตโป ตีติกฺขา ว่า
นิพฺพานํ ปรมํ วทนฺติ พุทฺธา
พระพุทธเจ้าทั้งหลายกล่าว
พระนิพพานว่าเป็นบรมธรรม
นิพพาน คือ บรมธรรม หมายความว่า
เป็นธรรมอันเป็นเป้าหมายสุงสุด ซึ่งหมายถึง
ความสุขสูงสุดที่มนุษย์และเทวดาสามารถบรรลุได้
ดังนั้นจึงสรุปใจความสำคัญ
ของโอวาทปาฏิโมกข์ตอนแรกได้ว่า
พระนิพพาน
เป็นจุดมุ่งหมายสูงสุดในพระพุทธศาสนา
และขันติ
เป็นคุณธรรมอันเป็นเหตุ
ที่จะนำเราไปสู่จุดหมายนั้น
เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสถึงเป้าหมายของพระพุทธศาสนา
และคุณธรรมอันเป็นเหตุที่จะทำให้บรรลุเป้าหมายไว้แล้ว
พระองค์จึงตรัสถึงวิธีปฏิบัติตามหลัก 3 ประการ
หรือที่เรียกว่า ไตรสิกขา คือ
1. สพฺพปาปสฺส อกรณํ การรักษาศีล
การไม่ทำบาปทั้งปวง ทั้งกาย วาจา ใจ
คือการรักษาศีล ไม่เบียดเบียนตนเอง ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
ตั้งเจตนาถูกต้องที่จะละจากบาปอกุศลทั้งปวง
ไม่ว่าจะเป็นศีล 5 ศีล 8 ศีล 10 ศีล 227
หัวใจของศีลคือ การไม่เบียดเบียน
2. กุสลสฺสูปสมฺปทา สมาธิ
การทำกุศลให้ถึงพร้อมในทางโลก
คือ การทำความดี บำเพ็ญกุศล
แต่ในระดับโลกุตระคือทำจิตให้เป็นสัมมาสมาธิ
ปราศจากกามารมณ์ และอกุศลจิต
เป็นจิตสะอาด ตั้งมั่น พร้อมแก่การงาน
จิตที่เป็นสัมมาสมาธิ
จะทำทุกอย่าง ก็เป็นกุศล
พร้อมแก่การพิจารณาธรรม
สัมมาสมาธิจึงเป็นบ่อเกิดของปัญญา
3. สจิตฺตปริโยทปนํ ปัญญา
การทำจิตให้บริสุทธิ์
เป็นจิตที่อยู่เหนือความชั่วความดี
บาป บุญ ทุกข์ สุข ซึ่งยังเป็นโลกีย์
การทำจิตให้บริสุทธิ์ในที่นี้
คือ การเจริญวิปัสสนา อบรมปัญญา
จนเข้าสู่อริยมรรค อริยผล
และพระนิพพาน
เป็นโลกุตรจิต
ธรรมะแต่ละข้อในไตรสิกขานี้ ต่างก็มีความสัมพันธ์กัน
ศีลเป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิ
และสมาธิเป็นพื้นฐานให้เกิดปัญญา
เมื่อเกิดปัญญาขั้นสมบูรณ์ คือ
สมบูรณ์พร้อมด้วย ศีล สมาธิ ปัญญา
หรือเรียกว่าเจริญอริยมรรคมีองค์ 8 สมบูรณ์
บรรลุมรรคผลนิพพาน
หลักปฏิบัติซึ่งเป็นหัวใจของพระพุทธศาสนา
จึงอยู่ที่ละความชั่ว ทำความดี ชำระจิตให้สะอาด
หรือศีล สมาธิ ปัญญา
อดได้ ทนได้ ทำใจได้
ขันติ เป็นภาษาบาลี หมายถึง
การรักษาภาวะปกติของตนไว้ได้
ไม่ว่าจะถูกกระทบกระทั่ง
ด้วยสิ่งที่น่าพอใจ หรือไม่น่าพอใจก็ตาม
ในภาษาไทย ขันติ หมายถึงความอดทน
อด เป็นอาการที่อยากจะได้ แต่ไม่ได้
ทน เป็นอาการที่ไม่อยากได้ แต่ต้องได้
ในภาษาจีนและญี่ปุ่น
ตัวอักษรคันจิที่มีความหมายว่าอดทน
เป็นอักษรที่เกิดจากการนำคำสองคำมารวมกัน
คำหนึ่งคือ มีด อีกคำหนึ่งคือ หัวใจ
ซึ่งความหมายของศัพท์คำใหม่ที่ได้ก็คือ ทำใจได้
แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจก็ทำใจได้
คือ มีความอดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว
อดทนต่อเหตุที่มากระทบ 4 อย่าง
ในชีวิตประจำวันของคนเรา
จำเป็นต้องฝึกให้มีความอดทนต่อเหตุที่มากระทบ
ซึ่งอาจแบ่งได้เป็น 4 อย่างคือ
1. อดทนต่อความลำบากตรากตรำ
คืออดทนต่อสภาพธรรมชาติ ดินฟ้าอากาศ
ไม่เอาเหตุแห่งดินฟ้าอากาศ
มาเป็นข้ออ้างที่จะทอดทิ้งการงาน
2. อดทนต่อทุกขเวทนา
คือการอดทนต่อความเจ็บไข้ได้ป่วย
ความไม่สบายกาย
3. อดทนต่อความเจ็บใจ
คืออดทนต่อเหตุแห่งความไม่พอใจ
ที่มากระทบ เช่น คำพูดที่ไม่ชอบใจ
ความบีบคั้นจากผู้บังคับบัญชา
อดทนต่อความโกรธ หงุดหงิด
ขุ่นเคืองใจ เป็นต้น
4. อดทนต่ออำนาจกิเลส
คืออดทนต่อสิ่งยั่วยุอันน่าเพลิดเพลินใจ
อดทนต่อสิ่งที่อยากทำแต่ไม่สมควรทำ เช่น
การใช้ใช้จ่ายอย่างฟุ่มเฟือย การเที่ยวกลางคืน
เล่นการพนัน สูบบุหรี่ กินเหล้าเมายา เป็นต้น
มีบางคนที่นำเอาคำว่า
ขันติมาใช้อย่างผิดความหมาย
คือเอามาเป็นข้องอ้างที่จะปล่อยปละละเลย
ไม่ยอมทำในสิ่งที่ถูกที่ควร
เช่น บางคนขี้เกียจทำมาหากิน งอมืองอเท้า
ตกอยู่ในสภาพใดก็ทนอยู่อย่างนั้น ไม่ขวนขวาย
แล้วบอกว่า ตนมีความอดทนต่อความยากลำบาก
อย่างนี้เป็นการเข้าใจผิด
ตีความหมายของขันติผิดไป
ขันติ ความอดทน อดกลั้น
ที่พระพุทธเจ้าทรงสอน คือ
อดทน ในสิ่งที่ควรอดทนด้วยความเต็มใจและพอใจ
อดทน ในการละ หลีกเลี่ยงจากความชั่ว
อดทน ทำความดีต่อไปในทุกสถานการณ์
อดทน รักษาใจให้ผ่องใส ไม่เศร้าหมอง
ลักษณะที่สำคัญของขันติ
คือตลอดเวลาที่อดทนอยู่นั้น
จะต้องรักษาความเป็นปกติของตนไว้ได้
ใจผ่องใส ไม่เศร้าหมอง
ทศบารมีสำเร็จได้ เพราะขันติบารมี
พระพุทธเจ้าก่อนที่จะตรัสรู้
พระองค์ทรงเสวยพระชาติเป็นพระโพธิสัตว์
บำเพ็ญทศบารมี หรือ บารมี 10 ประการ
ก่อนที่จะตรัสรู้เป็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าได้
ต้องบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการนี้
จนเต็มบริบูรณ์
1. ทาน การเสียสละ
2. ศีล การรักษากายวาจาให้เป็นปกติ
3. เนกขัมมะ การออกจากกามคุณ 5
4. ปัญญา การรู้ตามความเป็นจริง
5. วิริยะ ความเพียรไม่ทอดทิ้งหน้าที่
6. ขันติ ความอดทน อดกลั้น
7. สัจจะ ความจริงใจ พูดจริง ทำจริง
8. อธิษฐาน การตัดสินใจเด็ดเดี่ยว
9. เมตตา การเกื้อกูลให้ผู้อื่นเป็นสุข
10. อุเบกขา การวางใจเฉย เที่ยงธรรม
พระจันทกุมาร
จันทกุมารชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์
เสวยพระชาติเป็นพระจันทกุมาร
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้
คือทรงอดทน อดกลั้นต่อความโกรธ
ด้วยใจที่ปกติ ไม่หวั่นไหว
แม้กำลังจะถูกนำตัวไปฆ่า ซึ่งเป็นสิ่งที่ทนได้ยากยิ่ง
พระจันทกุมารเป็นโอรสของเจ้าผู้ครองแคว้นๆ หนึ่ง
แคว้นนี้มีเสนาบดีซึ่งเป็นคนทุศีล โลภ
เห็นแก่อามิสสินบน ไม่มีความเที่ยงธรรม
เวลาจะพิจารณาคดีความ
ถ้าใครให้สินบนก็จะว่าความให้คนนั้นชนะ
เมื่อพระจันทกุมารทรงเจริญวัย
พอที่จะเป็นรัชทายาท
พระราชบิดาโปรดให้มาช่วยงานแผ่นดิน
ดูแลทุกข์สุขของราษฎร
วันหนึ่งทรงพบชาวบ้านที่มีคดีความ
ตัวเองเป็นฝ่ายถูก แต่ไม่มีเงินให้เสนาบดี
ซึ่งถูกฝ่ายคู่คดีติดสินบนเอาไว้
เสนาบดีเลยว่าความให้ชายคนนั้นแพ้หมดเนื้อหมดตัว
ชายคนนี้เสียใจ เดินร้องไห้ออกมาจากศาล
มาพบกับพระจันทกุมาร ตรัสถามว่าเรื่องราวเป็นอย่างไร
นายคนนี้ก็เล่าให้ฟัง
ท่านทรงรื้อค้นคดีนี้ขึ้นมาสืบสวนสอบสวนตามความเป็นจริง
ทำให้ชายคนนี้ได้รับความยุติธรรม
พระเจ้าแผ่นดินทรงเห็นพระโอรส
ปฏิบัติภารกิจเที่ยงธรรม เป็นที่สรรเสริญของประชาชน
จึงทรงแต่งตั้งให้พระจันทกุมาร
ขึ้นมาดูแลคดีความทั้งหลายแทนเสนาบดี
เสนาบดีก็คับแค้นใจ
เพราะเท่ากับไปทุบถุงเงินถุงทองของเขา
ทำให้เขาขาดรายได้ก้อนงาม
เสนาบดีคอยโอกาส วันหนึ่งพระเจ้าแผ่นดินทรงพระสุบิน
ว่าได้ทิพยสมบัติ พอตื่นบรรทมก็ตรัสเล่าให้เสนาบดีฟังว่า
ทิพยสมบัติวิเศษทำให้พระทัยปีติสุขอย่างไร
เสนาบดีเห็นเป็นโอกาสที่จะแก้แค้น ก็ตอบว่า
ท่านมีบุญญาภินิหารสามารถได้ลิ้มรสทิพยสมบัติ
ขณะยังมีชีวิตเป็นบุคคลธรรมดา เพื่อรักษาบุญญาภินิหารนี้ไว้
ขอให้พระองค์ทำพิธีบูชายัญ สิ่งที่ใช้เพื่อบูชาก็คือ
เลือดของพระโอรส พระมเหสี
ช้างแก้ว ม้าแก้ว คือ ของคู่บ้านคู่เมืองทั้งหลาย
ต้องเอามาบูชายัญให้หมด
รวมทั้งประชาชนและสัตว์ต่างๆ อีกเป็นจำนวนมาก
พระเจ้าแผ่นดินหูเบา เชื่อเสนาบดี โปรดให้สร้างโรงพิธี
ขึ้นขึ้นเพื่อบูชายัญ เสนาบดีทูลว่าคนแรกที่ต้องบูชายัญคือ
พระจันทกุมาร พิธีนี้จึงจะศักดิ์สิทธิ์และสัมฤทธิ์ผล
ถึงวันพิธีก็เตรียมเอาพระจันทกุมารมัดขึ้นกองไฟเผาบูชา
แล้วตัวเสนาบดีจะเป็นผู้เอาดาบเข้าไปฟันคอ
รองเอาเลือดมาถวายพระเจ้าแผ่นดินเพื่อใช้ประกอบพิธี
พระมเหสีของพระจันทกุมารเสียใจที่เสนาบดีเป็นคนไม่ดี
จะมาแกล้งฆ่าสวามีของตัว ก็ภาวนาอธิษฐาน
ขอสิ่งศักดิ์สิทธิ์ช่วยให้พระจันทกุมารรอดพ้นจากวิบัติครั้งนี้
และขอให้เสนาบดีซึ่งเป็นคนผิดคนชั่วได้รับโทษทัณฑ์
ใจของพระมเหสีทรงมุ่งมั่นแน่วแน่ ผนวกกับคุณความดี
ของพระจันทกุมาร ทำให้อาสนะของพระอินทร์เกิดร้อนไปหมด
พระอินทร์เล็งทิพยเนตรดูก็ทราบเหตุการณ์
จึงเหาะไปในอากาศ
ถือค้อนที่เป็นไฟลุกแดงเข้าไปฟันปะรำพิธี
พระอินทร์ตรัสว่าพระเจ้าแผ่นดินว่าไม่ใคร่ครวญ
คนเราจะได้ทิพยสมบัติ ก็ต้องอยู่ในศีลในธรรม
มาทำอย่างนี้ได้อย่างไร
พระอินทร์สอนให้พระเจ้าแผ่นดิน
ครองพระองค์ปฏิบัติอยู่ในศีลในธรรม
ให้เลิกล้มพิธีนี้ให้หมด
ประชาชนซึ่งทนเสนาบดีไม่ได้อยู่แล้ว
เมื่อเห็นเหตุการณ์อย่างนี้เกิดขึ้น
จึงช่วยกันรุมจับตัวเสนาบดี
ประชาทัณฑ์จนกระทั่งตายไป
แล้วพากันจะไปจับ
พระเจ้าแผ่นดินประชาทัณฑ์ด้วย
แต่พระจันทกุมารเสด็จไปกั้นเอาไว้
ตรัสว่า เป็นพระราชบิดา
ไม่ว่าจะอย่างไรท่านก็กตัญญูรู้คุณต่อพระราชบิดา
ไม่ยอมให้ประชาชนเข้ามาทำร้าย ถ้าจะทำร้าย
ก็ต้องทำร้ายท่านเสียก่อน
ประชาชนก็เลยไม่ทำร้ายพระเจ้าแผ่นดิน
แต่มีประชามติถอดถอนออกจากพระเจ้าแผ่นดิน
และยกพระจันทกุมารขึ้นเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
ปกครองไพร่ฟ้าประชาชนด้วยความยุติธรรม
พระจันทกุมาร ตอนที่เสนาบดีทูลพระเจ้าแผ่นดิน
และเอาท่านไปเผาเพื่อฆ่าบูชายัญ
ท่านก็ไม่มีความหวาดหวั่น ท่านไม่ได้ต่อสู้หรือโต้เถียง
เพราะท่านเห็นว่า เมื่อเสนาบดีกับท่านมีความขัดแย้งกัน
แม้ว่าท่านทำสิ่งที่ถูกทำสิ่งที่ควรเพื่อช่วยประชาชน
กิเลสของคนชั่วก็ย่อมเห็นไปว่าท่านไปรังแกเขา
ท่านยอมว่า เมื่อท่านเหมือนไปขัดขวางทางเขา
เขาก็ต้องโต้ตอบท่านเป็นธรรมดา
ท่านจึงอดทนอดกลั้น ไม่โกรธตอบ ยอมรับภัยที่จะเกิดขึ้น
หากบุญกุศลของท่านมีพลังก็คงจะมีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้น
เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์เอง
ท่านจึงไม่โต้แย้งหรือขัดขืนอะไรเลย
ท่านยอมให้คนจับเอาท่านไปอยู่ในปะรำพิธี
และจุดไฟเผาท่านเพื่อบูชายัญ
ท่านทำสมาธิภาวนา
ไม่ปล่อยใจให้หวั่นไหว มีขันติธรรม
สงบอยู่จนกระทั่งพระอินทร์เหาะลงมา
อาจารย์เข้าใจว่าเรื่องจันทกุมารชาดกนี้
น่าจะเป็นที่มาของคำว่าอดทน
ในภาษาจีนและญี่ปุ่นนั่นเอง
คือการเอาตัวอักษรคันจิที่แปลว่ามีด
มารวมกับอักษรคันจิที่แปลว่าหัวใจ
ในความหมายว่า
แม้มีใครเอามีดมาจ่อที่หัวใจ
ก็ทำใจได้ อดทน อดกลั้น ไม่หวั่นไหว
เหมือนกับพระจันทกุมาร
ที่แม้มีใครเอามีดจะมาตัดคอ
เพื่อเอาเลือดไปบูชายัญ
ท่านก็รักษาใจดี มีเมตตาไว้ได้ด้วยขันติธรรม
——————————————————————————–
พระเตมีย์
เตมีย์ชาดก เป็นชาติที่พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็น
พระเตมีย์ ทรงใช้ความอดทน อดกลั้น
ทนต่อความยากลำบากเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย
คือเพื่อหลีกให้พ้นจากการต้องทำกรรมชั่ว
และเพื่อให้บรรลุความตั้งใจที่จะออกผนวช
พระองค์ทรงบำเพ็ญเนกขัมมะบารมีเต็มบริบูรณ์ในชาตินี้
พระโพธิสัตว์เมื่อครั้งเสวยพระชาติเป็นเตมีย์ราชกุมาร
ทรงเกรงกลัวการที่จะได้ครองราชสมบัติ เพราะทรงสลด
พระหฤทัยที่เห็นราชบุรุษลงโทษโจรตามพระราชดำรัส
ของพระราชา เช่น เฆี่ยนพันครั้งบ้าง เอาหอกแทงบ้าง
เอาหลาวเสียบบ้าง จึงใช้อุบาย แกล้งทำเป็นง่อยเปลี้ย
หูหนวก เป็นใบ้ ไม่พูดจากับใคร แม้จะถูกทดลองต่างๆ
ก็อดทนอดกลั้นไว้ ไม่ยอมแสดงอาการพิรุธให้ปรากฏ
ทั้งนี้เพื่อจะเลี่ยงการครองราชย์สมบัติ
จนเมื่อพระชนมายุได้ 16 ชันษา พระราชาทรงปรึกษา
พวกพราหมณ์ ก็ได้รับคำแนะนำให้นำพระราชกุมารไปฝังเสีย
พระราชมารดาทรงคัดค้านไม่สำเร็จ ก็ทูลขอให้
พระราชกุมารครองราชย์ 7 วัน แต่พระราชกุมารก็ไม่
ยอมพูด ต่อเมื่อ 7 วันแล้ว สารถีนำพระราชกุมารขึ้นสู่รถ
เพื่อจะฝังตามรับสั่งพระราชา ขณะที่ขุดหลุมอยู่
พระราชกุมารก็เสด็จลงจากรถ ตรัสกับนายสารถี
แจ้งความจริงให้ทราบว่ามีพระราชประสงค์จะ
ออกผนวช สารถีเลื่อมใสในคำสอนก็ขอออกบวชด้วย
จึงตรัสให้นำรถกลับไปก่อน
สารถีนำความไปเล่าถวายพระราชมารดาพระราชบิดา
ให้ทรงทราบ ทั้งสองพระองค์พร้อมด้วยอำมาตย์ราชบริพาร
จึงได้เสด็จออกไปหา และเชิญให้ราชกุมารเสด็จกลับ
ไปครองราชย์สมบัติ แต่พระราชกุมารกลับ
ถวายหลักธรรมให้ยินดีในเนกขัมมะ คือ การออกจากกาม
พระราชบิดาและพระราชมารดาพร้อมด้วยบริวาร
เลื่อมใสในคำสอน ก็เสด็จออกผนวชและบวชตาม
และได้มีพระราชาอื่นอีกเป็นอันมากสดับ
พระราชโอวาทออกผนวชตาม
“เราไม่กลับไปวังอีกแล้ว เราได้ตัดขาดจากความยินดี
ในสมบัติทั้งหลาย เราได้ตั้งความอดทนมาเป็นเวลาถึง
16 ปี อันราชสมบัติ ทั้งพระนครและความสุข
ความรื่นเริงต่างๆ เป็นของน่าเพลิดเพลิน แต่เราไม่ปรารถนา
จะหลงอยู่ในความเพลิดเพลินนั้น ไม่ปรารถนาจะกระทำบาปอีก
เราจะไม่ก่อเวรให้เกิดขึ้นอีกแล้ว บัดนี้เราพ้นจากภาระนั้นแล้ว
เพราะพระบิดาพระมารดาปล่อยเราให้พ้นจากราชสมบัติมาแล้ว
เราพ้นจากความหลงใหลในกิเลสทั้งหลาย
เราจะขอบวชอยู่ในป่านี้แต่ลำพัง
เราต่อสู้ได้ชัยชนะในจิตใจเราแล้ว”
เมื่อตรัสดังนั้น พระเตมีย์กุมารมีความชื่นชม
ยินดีอย่างยิ่ง รำพึงกับพระองค์เองว่า
“ผู้ที่ไม่ใจเร็วด่วนได้
ผู้ที่มีความอดทน
ย่อมได้รับผลสำเร็จด้วยดี”
แม้เตมีย์ชาดกและจันทกุมารชาดกจะเป็นเรื่องที่แสดง
ให้เห็นถึงความสำคัญของขันติธรรมอย่างเด่นชัด
โดยเฉพาะจันทกุมารชาดก ซึ่งถือเป็นพระชาติที่พระโพธิสัตว์
ทรงบำเพ็ญขันติบารมีอย่างสูงสุดจนเต็มบริบูรณ์ก็ตาม
แต่จริงๆ แล้ว การบำเพ็ญทศบารมีจะต้องมีขันติ
เป็นคุณธรรมรากฐานในทุกบารมี แม้จะเป็นบารมีอื่น
มีชื่อเรียกแตกต่างกันไป
แต่ในทุกบารมีนั้นมีขันติเป็นหัวใจทั้งสิ้น
อาศัยอดทน
จึงเสียสละได้ คือ ทานบารมี
อาศัยอดทน
จึงรักษาศีลได้ คือ ศีลบารมี
อาศัยอดทน
จึงมีความเพียร คือ วิริยะบารมี
อาศัยอดทน
จึงวางใจเป็นอุเบกขาได้ คือ อุเบกขาบารมี
กล่าวได้ว่า
ในการบำเพ็ญบารมีทั้ง 10 ประการ
หากขาดขันติเป็นแม่บทแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นบารมีในข้อไหน ก็ไม่อาจสำเร็จผลได้
อดได้ ทนได้ จึงดีได้
จากการวิจัยพบว่าคนที่มีชื่อเสียง
จำนวนมากมีสติปัญญาเท่าๆ
กับคนทั่วไป คือมีสมองธรรมดาๆ
แต่ว่าเป็นคนมีลักษณะพิเศษ คือ
อุตสาหะพากเพียร อดทนและ
ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค คนเหล่านี้
เคยพ่ายแพ้มาหลายต่อหลายครั้ง
แต่พวกเขาไม่เคยท้อถอย
เขาใช้ความผิดพลาดในอดีต
เป็นบทเรียน เป็นบันไดก้าวข้าม
อุปสรรคไปสู่ความสำเร็จ
——————————————————————————–
โทมัส เอดิสัน
ผู้ล้มเหลวเกือบหมื่นครั้ง แต่ไม่เคยยอมแพ้
ความล้มเหลวหลายๆ อย่างในชีวิต
เป็นเพราะคนเราไม่ตระหนักว่า
พวกเขาอยู่ใกล้ความสำเร็จแค่ไหน
ตอนที่เขายอมแพ้
เป็นคำยืนยันของนักประดิษฐ์
ที่ยิ่งใหญ่คนหนึ่งของโลก
คือ โทมัส เอดิสัน
ชายผู้นี้หูหนวกตั้งแต่เด็ก
เขาไม่สามารถได้ยินอะไรชัด
ทำให้เขาเรียนที่โรงเรียนได้ไม่ดีและที่โรงเรียน
ให้สมญานามเขาว่าเป็น “ไข่เน่าของชั้นเรียน”
แต่เอดิสันมีแม่ที่เข้าใจเขา คอยดูแลและอยู่เคียงข้าง
เป็นกำลังใจให้เขาเสมอ เอดิสันต้องเข้าๆ ออกๆ
โรงเรียนหลายแห่ง
แม่ของเขา ได้เป็นผู้สอนหนังสือ
ให้เขาและยอมให้เขาเรียนรู้ด้วยตนเอง
กำลังใจจากแม่ ทำให้เอดิสันอ่านหนังสือมากขึ้น
เขาสนุกสนานกับการทดลองต่างๆ
ที่เขาอ่านจากหนังสือ ความอยากรู้ อยากเห็น
ทำให้เขาได้ทดลองวิทยาศาสตร์ต่างๆ มากมาย
แม้การทดลองหลายครั้งจะมีความผิดพลาดและไม่ได้ผล
แต่แม่คือผู้ที่พูดให้กำลังใจแก่เอดิสันอยู่เสมอ
ปลูกฝังให้เขา
มีทัศนคติที่ดีต่อการทำงาน
เอดิสันมองเห็นความผิดพลาดเป็นบทเรียน
มากกว่าจะเป็นอุปสรรคที่ทำให้เขาท้อถอย
ดังเช่นในการทดลองเพื่อคิดค้นหลอดไฟ
ซึ่งเป็นผลงานประดิษฐ์ชิ้นสำคัญของเขา
เมื่อผู้ช่วยของเอดิสันกล่าวกับเขาว่า
“เราทำการทดลองมา 700 ครั้งแล้ว
แต่เรายังไม่มีคำตอบ เราล้มเหลวเสียแล้ว”
แต่เอดิสันกลับตอบว่า
“เปล่าหรอก เรายังไม่ล้มเหลว
เรารู้มากกว่าใครๆ ในโลกในเรื่องนี้
และเรายังรู้อีกว่ามี 700 วิธีที่ไม่ควรทำ
อย่าเรียกว่า ความผิดพลาด
แต่ให้เรียกว่า เป็นการเรียนรู้”
นอกจากโทมัส เอดิสัน
จะฝากผลงานทางวิทยาศาสตร์ไว้แก่โลกอย่างมากมาย
ด้วยผลงานประดิษฐ์ซึ่งจดสิทธิบัตรไว้มากกว่า 1,000 ชิ้นแล้ว
เขายังได้ฝากข้อคิด
เพื่อการก้าวไปสู่ความสำเร็จไว้อย่างน่าฟังว่า
ความสำเร็จที่เขาได้รับนั้น
10% เกิดจากแรงบันดาลใจ
อีก 90% มาจากความทุ่มเท
ด้วยหยาดเหงื่อแรงงาน
——————————————————————————–
อับราฮัม ลินคอล์น ผู้พ่ายแพ้ซ้ำแล้วซ้ำอีก
“ผมก้าวเดินไปอย่างช้าๆ
แต่ไม่เคยถอยหลัง”
เป็นคำพูดของอับราฮัม ลินคอล์น ผู้ซึ่งมุ่งมั่น
ที่จะยึดอาชีพทางการเมืองแม้ว่าจะประสบความ
พ่ายแพ้อย่างเจ็บปวดมาหลายต่อหลายครั้ง
1. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2374
2. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2386
3. แพ้การเลือกตั้งสมาชิกสภาปี 2388
4. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2397
5. แพ้การเลือกตั้งวุฒิสมาชิกปี 2401
แต่ในที่สุดเขาก็ได้รับการเลือกตั้งเป็น
ประธานาธิบดีคนที่ 16 ของสหรัฐอเมริกา ในปี 2403
——————————————————————————–
ผู้พันไก่ทอด ผู้ถูกปฏิเสธกว่าพันครั้ง
ผู้พันไก่ทอดคือฉายานามของ
นายพันแซนเดอร์ส
ผู้ก่อตั้งเคนตั๊กกี้ฟรายด์ชิกเก้น
ในสถานะของคนแก่เกษียณอายุที่อาศัย
นอนในรถและยังชีพด้วยเงินประกันสังคม
นายพันแซนเดอร์สต้องการที่จะขายความคิด
เกี่ยวกับสูตรไก่ทอดพิเศษที่ไม่มีใครเหมือน
นายพันและสูตรไก่ทอดของเขาผู้นี้ได้รับการ
ปฏิเสธถึง 1,009 ครั้ง
ก่อนที่สัญญาการค้าฉบับแรกจะเกิดขึ้นและต่อมา
ได้มีการนำสูตรไก่ทอดของเขามาทำออกขายจน
เป็นธุรกิจขนาดใหญ่ มีสาขาของร้านเคนตั๊กกี้
ฟรายด์ชิกเก้นอยู่เกือบทั่วโลกในปัจจุบัน นอกจากนี้
ผู้พันแซนเดอร์สยังได้รับการยกย่องให้เป็นบุคคลที่มี
คนนึกถึงเป็นอันดับสองของโลกในปี 2519
——————————————————————————–
หลวงพ่อชา สุภัทโท
ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้
วันหนึ่งมีโยมผู้หญิงวัยกลางคนเดินทางมาจากอเมริกา
โยมคนนี้คงจะศึกษาพระพุทธศาสนามาพอสมควร
ที่เดินทางมาวัดหนองป่าพงก็เพราะคงได้ยินกิตติศัพท์
ของหลวงพ่อชา ท่านอยู่ป่าแบบธรรมชาติ รักษาศีล
เคร่งครัด เมื่อเข้าไปหาหลวงพ่อซึ่งขณะนั้นท่านกำลัง
ยืนดูงานก่อสร้างในโบสถ์อยู่ โยมก็ถามหลวงพ่อว่า
สอนวิปัสสนาอย่างไร พระฝรั่งก็ช่วยแปลให้
อาจารย์เองก็ยืนอยู่ตรงนั้นด้วย หลวงพ่อหัวเราะพูดว่า
“ผมไม่สอนวิปัสสนา ผมสอนแต่ทรมาน”
พูดแล้วหลวงพ่อก็เดินไป อาจารย์เดินตามหลวงพ่อไป
ท่านก็หยุดหันมาพูดกับอาจารย์ว่า การทรมานก็คือ
การสอนให้อดทน เพื่อที่เราจะได้เรียนรู้จิตใจของตัวเอง
ท่านอธิบายว่า สมมติว่าร่างกายเป็นวิทยุ ก็รื้อระบบ
ออกมาดูว่า ข้างในมันมีอะไรบ้าง รื้อดูให้ละเอียด
ดูให้ชัดๆ ศึกษาระบบข้างในดูให้เข้าใจจนซ่อมแซมเป็น
เหมือนช่างที่ซ่อมแซมได้เมื่อวิทยุมันเสีย
การศึกษาชีวิตตัวเอง ก็คือรื้อเข้าไปในกายในใจ
เพื่อที่จะเข้าใจและรู้จักตัวเองตามความเป็นจริง
ปกติคนเราก็วิ่งตามกิเลส ตัณหา ทำตามกระแสความอยาก
หลวงพ่อชาท่านเมตตาทำหน้าที่เป็นกัลยาณมิตร
ท่านช่วยเราในการฝืนกระแสของความอยาก
ด้วยการให้ในสิ่งที่เราไม่อยากจะได้
และไม่ให้ในสิ่งที่เราอยากจะได้ เพื่อให้เราเห็นอารมณ์
เห็นเข้าไปในจิตใจตัวเอง ท่านทรมานเพราะต้องการ
ฝึกให้เรามีความอดทน อดกลั้น ให้มีจิตใจเข้มแข็งหนักแน่น
เมื่อผ่านการทรมานไปได้ ต่อไปก็จะทำใจได้ในทุกสถานการณ์
เพราะสำหรับผู้ปฏิบัติธรรมแล้ว จำเป็นต้องสร้าง
ความอดทนไว้เป็นพื้นฐาน นับแต่การรักษาศีล
ก็ต้องมีความอดทนที่จะปฏิบัติตามระเบียบวินัย
เป็นการขัดเกลากิเลสอย่างหยาบ การเจริญสมาธิ
ต้องอาศัยอดทน อดกลั้น ต่อสู้กับนิวรณ์ 5
และในการเจริญสมถะวิปัสสนา
เพื่อที่จะละกิเลสตัณหา อุปาทานทั้งปวง
ก็ต้องอาศัยจิตใจที่มั่นคงหนักแน่นอดทนอย่างยิ่งยวด
ปฏิปทาของหลวงพ่อชาท่านจึงเน้นอดทน
หลวงพ่อมีชื่อเสียงเรื่องฝึกให้ลูกศิษย์มีความอดทน
โดยเฉพาะกับเรื่องลมฟ้าอากาศ
ลูกศิษย์สมัยแรกๆ ของหลวงพ่อ เล่าถึงช่วงแรกๆ
ที่หลวงพ่อนำพระเณรปฏิบัติว่า
พอหน้าร้อน ฉันข้าวเสร็จ ท่านให้ห่มจีวรซ้อนด้วยผ้าสังฆาฏิ
ปิดหน้าต่างนั่งสมาธิ
แต่พอหน้าหนาว ท่านให้เปิดหน้าต่างโล่งหมดไม่ให้ห่มจีวร
บางทีโดยเฉพาะวันพระ ท่านพาเนสัชชิกและเทศน์ทั้งคืน
พระเณรก็ต้องนั่งพับเพียบ ลุกขึ้นไปไหนไม่ได้
บางครั้งเช้าๆ ญาติโยมมาทำบุญ ถวายอาหาร
ได้ยินท่านให้พรเสร็จ ท่านก็คุยกับชาวบ้านต่ออีก
คุยไปเรื่อยๆ พระคอยฉันก็หงุดหงิด ฟังๆ ดู
หลวงพ่อก็คุยกับโยมได้เป็นชั่วโมง ไม่เห็นจะมี
เรื่องสำคัญอะไร เช่น ชาวบ้านก็เล่าว่า
เมื่อคืนควายคลอดลูกอย่างนั้นอย่างนี้ พระก็รอๆ ๆ
มีอารมณ์หงุดหงิดมากขึ้นเป็นลำดับ
เมื่อไรจะได้ฉันสักที นี่ก็เป็นอุบายของหลวงพ่อ
ที่จะฝึกลูกศิษย์ให้รู้จักอดทน
และได้เห็นอารมณ์ของตัวเอง
สิ่งที่ท่านพูดบ่อยๆ ก็คือ
“ผู้มีปัญญาเท่านั้นอดทนได้
อดทน กับปัญญาเป็นของคู่กัน”
“เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์”
คำพูดของหลวงพ่อติดอยู่ในใจของอาจารย์ตลอด
และได้ประจักษ์แจ้งแก่ใจถึงความหมายที่ว่า
“เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์”
ก็จากประสบการณ์พิจารณาทุกขเวทนา
คือเอาทุกขเวทนาเป็นอารมณ์กรรมฐาน
ตั้งอธิษฐานในใจว่า ขอมอบกายถวายชีวิต
แด่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
แล้วก็นั่งขัดสมาธิเพชรตั้งใจรักษาอิริยาบถเดียว
อะไรจะเกิดก็จะไม่ขยับไม่เปลี่ยนอิริยาบถ
ซึ่งเป็นสภาวะที่ทุกข์ทรมาน ทนได้ยาก
ใครๆ ก็กลัวกันทุกคน ตามปกติคนเรา
ต้องเปลี่ยนอิริยาบถอยู่ตลอดเพื่อหนีจากทุกขเวทนา
แต่ในวันนั้นอาจารย์ก็มีกำลังใจแก่กล้า ต้องการพิสูจน์
เพื่อที่จะได้รู้จักความจริงอันประเสริฐ คือทุกขสัจ
ปกติ เรามีอุปาทานยึดมั่นในทุกขเวทนา
เรามักมีความรู้สึกว่าเรามีทุกข์ เราเป็นทุกข์
ประสบการณ์ทุกข์เป็นของเรา
เราทนทุกขเวทนาไม่ไหว เรายึดมั่นถือมั่นว่า
เรากับทุกขเวทนาเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน
แต่เมื่อตั้งใจจะพิจารณาทุกขเวทนาแล้ว
ทุกข์ควรกำหนดรู้
ทุกข์อยู่ที่ไหน ให้ตั้งสติ ตั้งใจมั่น กำหนดดู
เข้าไปดูถึงต้นตอ เมื่อจิตตั้งมั่นป็นสมาธิต่อทุกข์
อาการของสมาธิที่จิตตั้งมั่นกับ ทุกขเวทนา
คือไม่ยินดียินร้าย ไม่มีวิภวตัณหา
เป็นจิตที่หนักแน่นกล้าหาญ
จึงทำจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิกับทุกขเวทนาได้
เมื่อผ่านจุดนี้ไปได้
จึงเกิดปัญญารู้เห็นตามความเป็นจริง
ละตัณหา วิภวตัณหา อุปาทานยึดมั่นถือมั่น
ขณะที่วิภวตัณหาดับ
ทุกขเวทนาก็จะดับในขณะนั้น
เห็นด้วยปัญญาว่า
เราผู้รู้ ผู้เห็นทุกขเวทนา
กับความรู้สึกทุกขเวทนาอยู่คนละฝ่ายกัน
“ใจสงบเย็นด้วยความปล่อยวาง
จิตอยู่เหนือเวทนา มองดูเวทนาอยู่ห่างๆ
คล้ายกับเกิดช่องว่างระหว่างจิต กับเวทนา
เราคือส่วนหนึ่ง เวทนาก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
“รู้” ส่วนหนึ่ง “รู้สึก” ก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง
มองเห็นเวทนาจริงๆ
เหมือนเห็นด้วยตาแต่เป็นการเห็นด้วยใจว่า
ทุกขเวทนาเป็น อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา
รู้ความรู้สึกทุกข์
เห็นความรู้สึกทุกข์แต่ไม่ได้เป็นทุกข์
เรียกว่า เห็นทุกข์ไม่มีทุกข์จริงๆ เลย”
——————————————————————————–
มีขันติ คือให้พรแก่ตัวเอง
พระปุณณะเดิมเป็นชาวสุนาปรันตะ ไปค้าขาย
ที่เมืองสาวัตถี ได้ฟังเทศน์จากพระพุทธเจ้า
แล้วเกิดความเลื่อมใสศรัทธาจึงออกบวช
ครั้นบวชแล้วการทำสมาธิภาวนาไม่ได้ผล
เพราะไม่คุ้นกับสถานที่ ท่านคิดว่าภูมิอากาศ
ที่บ้านเดิมของท่านเหมาะกับตัวท่านมากกว่า
จึงทูลลาพระพุทธเจ้า
พระองค์จึงตรัสถามว่า
เธอแน่ใจหรือปุณณะ คนชาวสุนาปรันตะ
ดุร้ายมากนัก ทั้งหยาบคายด้วย
เธอจะทนไหวหรือ
ไหวพระเจ้าข้า
นี่ปุณณะ
ถ้าคนพวกนั้นเขาด่าเธอ
เธอจะมีอุบายอย่างไร
ข้าพระองค์ก็คิดว่า ถึงเขาจะด่า
ก็ยังดีกว่าเขาตบต่อยด้วยมือพระเจ้าข้า
ถ้าเผื่อเขาต่อยเอาล่ะ ปุณณะ
ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าเขาเอาก้อนดินขว้างเอา
ก็ถ้าเขาเอาก้อนดินขว้างเอาล่ะ
ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าเขาเอาไม้ตะพดตีเอา
เออ ถ้าเผื่อเขาหวดด้วยตะพดล่ะ
ก็ยังดีพระเจ้าข้า
ดีกว่าถูกเขาแทงหรือฟันด้วยหอกดาบ
เอาล่ะ ถ้าเผื่อคนพวกนั้น
เขาจะฆ่าเธอด้วยหอกด้วยดาบล่ะ ปุณณะ
ข้าพระองค์ก็จะคิดว่า
มันก็เป็นการดีเหมือนกันพระเจ้าข้า
ดีอย่างไร ปุณณะ
ก็คนบางพวกที่คิดอยากตาย
ยังต้องเสียเวลาเที่ยวแสวงหาอาวุธมาฆ่าตัวเอง
แต่ข้าพระองค์มีโชคดีกว่าคนพวกนั้น
ไม่ต้องเสียเวลาไปเที่ยวหาอาวุธอย่างเขา
ดีมาก ปุณณะ เธอคิดได้ดีมาก
เป็นอันตกลง เราอนุญาตให้เธอไปพำนัก
ทำความเพียรที่ตำบลสุนาปรันตะได้
พระปุณณะกลับไปเมืองสุนาปรันตะแล้วทำความเพียร
ในไม่ช้าใจก็หยุดนิ่ง บรรลุธรรมไปตามลำดับ
จนได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์
เรื่องของพระปุณณะเป็นตัวเอย่างที่จะสอนใจเราได้ว่า
ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม
หากเราสามารถทำใจได้ คิดในแง่ดี
คิดในแง่บวกได้ในทุกสถานการณ์
เราจะเก็บเกี่ยวผลดีได้เสมอ
เกิดประโยชน์ได้ในทุกนาทีของชีวิต
ในชีวิตประจำวัน แทนที่เราจะขอพรจากพระเจ้า
ขอพรจากสิ่งศักดิ์สิทธิ์
ก็ให้เราใช้หลักอดทน คิดดี ทำดี ด้วยใจดีมีเมตตา
มีความพอใจในปัจจุบัน ก็เท่ากับเราให้พรแก่ตัวเอง
และมีความสุขได้ในปัจจุบันและอนาคต
ปกติคนเรามักคิดว่า ปัจจุบันนี้เป็นทุกข์
ก็ต้องทนทุกข์ไปก่อน รอไว้วันข้างหน้า
เมื่อได้สิ่งนั้นสิ่งนี้สมความปรารถนาแล้วจึงมีความสุขได้
แต่จริงๆ แล้ว
ขันติที่ถูกต้องบริสุทธิ์คือ
อดทนด้วยความเต็มใจ
และพอใจในปัจจุบัน
ไม่ใช่ทนด้วยใจที่เป็นทุกข์ แต่ทำใจได้
รักษาใจเป็นปกติได้
เพราะมีปัญญาที่จะเข้าใจว่า
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่แน่นอน เข้าใจโลกธรรมแปด
มี ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข
ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
ถือเป็นธรรมดาโลก
เมื่อสมความปรารถนา เราก็ไม่ดีใจจนหลง
เมื่อไม่สมปรารถนา เราก็ยังมีกำลังใจ
มีความหวังในชีวิตได้
มีขันติจึงเท่ากับให้พรแก่ตัวเอง
ที่จะมีความสุขใจ ความพอใจได้ในทุกสถานการณ์
——————————————————————————–
วิกฤติคือโอกาสทอง
ณ กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีชาวนาคนหนึ่ง
เลี้ยงลาไว้ตัวหนึ่งซึ่งแก่มากแล้ว
ด้วยความโง่ของมันดันเดินซุ่มซ่าม
ไปตกบ่แห่งหนึ่ง มันร้องครวญคราง
อยู่เป็นเวลานาน ชาวนาเอง
ก็พยายามใคร่ครวญ
หาวิธีที่จะช่วยมันขึ้นมา
ในที่สุดชาวนาหวนคิดขึ้นมาได้ว่า
เจ้าลาก็แก่เกินไปแล้ว อีกอย่าง
บ่อนี้ก็ต้องกลบไม่คุ้มที่จะช่วยเจ้าลา
ชาวนาจึงไปขอแรงชาวบ้าน
เพื่อมาช่วยกลบบ่อ ทุกคนใช้พลั่ว
ตักดินสาดลงไปในบ่อ ครั้งแรก
เมื่อดินถูกหลังลา มันตกใจ
และรู้ชะตากรรมของตนเองทันที
มันร้องโหยหวน สักพักหนึ่ง
ทุกคนก็แปลกใจที่เจ้าลาเงียบไป
หลังจากชาวนาตักดินใส่บ่อได้สักสองสาม
พลั่ว เมื่อเหลือบมองลงไปในบ่อ ก็พบกับ
ความประหลาดใจที่ลามันจะสะบัดดินออกจาก
หลังทุกครั้งที่มีผู้สาดดินลงไป แล้วก้าวขึ้นไป
เหยียบบนดินเหล่านั้น
ยิ่งทุกคน พยายามเร่งระดม
สาดดินลงไปมากเท่าไร
มันก็ก้าวขึ้นมาเร็วได้มากยิ่งขึ้น
ในไม่ช้าทุกคนต่างประหลาดใจในที่สุด
เจ้าลาสามารถหลุดพ้นจากปากบ่อดังกล่าวได้
นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า
ชีวิตนี้อุปสรรคต่างๆ ที่ถาโถม
เข้ามาหาเราก็เปรียบเหมือน
ดินที่สาดเข้ามาหาเรา จงอย่า
ท้อถอยและยอมแพ้ จงแก้ไขมัน
เพื่อที่จะก้าวสูงขึ้นเรื่อยๆ
เปรียบเหมือนลาแก่ที่หลุดพ้น
จากบ่อได้ ฉันใดฉันนั้น
อุปสรรคมีไว้ให้ก้าวข้ามไป
ชีวิตคนเราก็เช่นกัน
เราก็ต้องประสบกับโลกธรรมแปดเป็นธรรมดา
คือ ได้ลาภ ได้ยศ สรรเสริญ สุข
ก็ต้องมีเสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข์
แต่เมื่อเรามีทุกข์ มีปัญหา
หรือต้องประสบกับวิกฤติหนักหนาสาหัสแค่ไหน
ก็ให้อาศัยขันติ มีความอดทน
เมื่อมีความทุกข์ หยุดทำ หยุดพูด หยุดคิด
ตั้งสติใช้ปัญญา อาศัยอดทน อดกลั้น
หยุดทุกสิ่งทุกอย่างไว้ก่อน
ไม่ต้องคิดที่จะแก้ปัญหาภายนอก
กำหนดรู้ลมหายใจออกยาวๆ ลมหายใจเข้าลึกๆ
ให้มีสติ มีความรู้สึกตัวกับลมหายใจเข้า ลมหายใจออก
ติดต่อกัน ต่อเนื่องกัน มีสมาธิตั้งมั่นกับลมหายใจ
ปล่อยวางความรู้สึกที่ไม่ดี ปล่อยวางจิตใจให้ว่างๆ
ว่างจากอดีต ว่างจากอนาคต ว่างจากความไม่สบายใจ
เหลือแต่จิตที่มีแต่ความรู้สึกตัว เบิกบานใจ
โอปนยิโก น้อมเข้าไปหาธรรมชาติของจิตที่เป็นประภัสสร
บริสุทธิ์ผ่องใส เมื่อจิตสงบสบายแล้ว
จึงค่อยๆ คิดแก้ปัญหาด้วยสติปัญญา เมื่อจิตใจดี
สบายใจทุกอย่างแล้ว ทุกสิ่งทุกอย่างก็จะค่อยๆ ดีขึ้น
ให้มีความหวัง กำลังใจที่จะต่อสู้
ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน
ขุมทรัพย์ก็มีอยู่ที่นั่น
ทุกข์ที่สุดอยู่ที่ไหน
สุขที่สุดมันก็อยู่ที่นั่น
นี่เป็นความจริง
ไม่ว่าจะมีวิกฤติ
หรือเหตุการณ์ใดเกิดขึ้นกับเรา
สิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตคือรักษาใจของเราให้ดี
ให้มีเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
เป็นคุณธรรมประจำใจของเรา
ตั้งใจทำความดี
รักษาคุณงามความดี ความถูกต้อง
ด้วยจิตใจที่หนักแน่น
ไม่หวั่นไหวในทุกสถานการณ์
ให้ชีวิตทั้งหมดอยู่ด้วยอานาปานสติ
คือทำหน้าที่ปัจจุบันให้ดีที่สุด
ด้วยใจดี สุขใจ
…………….. เอวัง ……………..
ที่สุดของศีลคืออะไร ที่สุดของสมาธิคืออะไร ที่สุดของปัญญาคืออะไร
Posted by in บทความพิเศษ และการเจริญสติแบบใหม่ - (0 Comments)หลวงพ่อปราโมทย์ : ครั้งหนึ่งพระเจ้าอยู่หัว ท่านไปเยี่ยมหลวงปู่เทสก์ ท่านถามหลวงปู่เทสก์ บอกว่า หลวงปู่ ที่สุดของศีลคืออะไร ที่สุดของสมาธิคืออะไร ที่สุดของปัญญาคืออะไร
หลวงปู่เทสก์ตอบในหลวงนะ ที่สุดของศีลคือเจตนาวิรัติ เจตนางดเว้นทำชั่ว ที่สุดของสมาธิคืออัปนาสมาธิ ที่สุดของปัญญาคือไตรลักษณ์
ถ้าไม่เห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ เรียกได้ว่าไม่มีปัญญาจริงหรอก เป็นปัญญาตื้นๆซึ่งไม่พอที่จะต่อสู้กับกิเลส เพราะฉะนั้นที่เราภาวนาเนี่ย ก็เพื่อให้เกิดปัญญา ปัญญาก็คือการเห็นกายเห็นใจตรงตามความเป็นจริงว่าเป็นไตรลักษณ์ เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ ถูกบีบคั้นอยู่ตลอดเวลา ทนอยู่ไม่ได้ เราบังคับไม่ได้ เป็นไตรลักษณ์
พอเห็นตามความเป็นจริงแล้วอะไรจะเกิดขึ้น เมื่อเห็นตามความเป็นจริงจะเบื่อหน่าย เพราะเบื่อหน่ายจึงคลายกำหนัด เพราะคลายกำหนัดจึงหลุดพ้น เพราะหลุดพ้นจึงรู้ว่าหลุดพ้นแล้ว ชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้ไม่มีอีก
เพราะฉะนั้นเราต้องเข้าใจทิศทางของการปฏิบัติให้ดี เราไม่ได้ภาวนาเอานิ่งเอาสงบ การนิ่งการสงบเป็นการพักผ่อน เราต้องภาวนาให้เกิดปัญญา เห็นความจริงของกายของใจ อยากเห็นความจริงของกายของใจไม่ใช่คิดเอาเอง ต้องดูความจริง ดูของจริง ว่ากายจริงๆเป็นอย่างไร จิตใจจริงๆเป็นอย่างไร ไปนั่งคิดเอาเองไม่ได้ผลหรอก
การนั่งคิดเอาเองว่าร่างกายเป็นของสกปรกเปื่อยเน่าอะไรอย่างนี้ เสร็จแล้วมันก็ข่มราคะได้ชั่วคราว เดี๋ยวราคะก็เกิดอีก นี้มันเน่านะแต่ตอนนี้มันยังไม่เน่า มันยังสวยอยู่ นี่จะไปอย่างนี้ จะรู้สึกอย่างนี้
แต่ถ้าเราเห็นราคะเกิดขึ้นมาแล้ว แล้วราคะเบียดเบียนจิตใจ สติรู้ทันราคะดับไปเลย ไม่ต้องไปกังวลว่าจะมีราคะเพราะไปเห็นสาวสวยหรอก การเห็นสาวสวยก็เรามีบุญเราก็ได้เห็นของสวย ช่วยไม่ได้ ใช่มั้ย การที่เราได้เห็นของสวยหรือของไม่สวย มันอยู่ที่วิบาก ทำบุญมาดีเราก็เห็นของสวย เช่น เราเห็นสาวๆสวยๆอะไรอย่างนี้ ก็คนมันมีบุญน่ะ ไม่ใช่เห็นแต่ของน่าเกลียด
แต่ว่าเมื่อเราไปกระทบ นัยน์ตามองเห็นสาวสวยแล้วจิตเกิดราคะ ปัญหามันอยู่ตรงนี้ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่เห็นของสวย จิตเกิดราคะแล้วจะทำอย่างไร ถ้าไปพิจารณาสาว ว่าสาวนี้สกปรก ไม่งาม มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ มีรูรั่วใหญ่ๆ ๙ รู มีรูรั่วเล็กๆนับไม่ถ้วน มีของโสโครกไหลออกมาเป็นนิตย์ พิจารณาอย่างนี้ ก็ข่มราคะได้ชั่วคราว อันนี้เรียกว่าสมถกรรมฐาน แต่ถ้าเห็นสาวสวย จิตเกิดราคะ รู้ว่ามีราคะ จิตก็ไม่ใช่เรา ราคะก็ไม่ใช่เรานะ ภาพที่มองเห็นคือสาวก็ไม่ใช่เรา อะไรๆก็ไม่มีเรา อันนี้เรียกว่าเดินวิปัสสนา ถอดถอนความเห็นผิดลงไป มันจะแก้ปัญหาได้ถาวร
เพราะฉะนั้นที่เรามาเรียน ๓ วัน ๔ วัน เรียนเพื่อให้รู้วิธีนะ รู้วิธี เราต้องรู้เป้าหมาย วิธี เป้าหมายของเราก็คือ เราจะต้องรู้กายรู้ใจ จนเห็นความจริงของกายของใจว่าเป็นไตรลักษณ์ จนหมดความยึดถือกายยึดถือใจ จิตก็จะเข้าถึงวิมุติหลุดพ้น เป้าหมายของเรา ส่วนวิธีการก็คือ การเจริญสติปัฏฐาน
การเจริญสติปัฏฐานมี ๒ ส่วน ส่วนที่เป็นสมถะ กับส่วนที่เป็นวิปัสสนา อย่านึกนะว่าทำสติปัฏฐานแล้วจะต้องเป็นวิปัสสนาเสมอไป ถ้ารู้กายถ้ารู้ใจ แต่ไม่เห็นไตรลักษณ์ ไม่เรียกว่าวิปัสสนานะ เป็นสมถะ ถ้าเห็นกายเห็นใจเป็นไตรลักษณ์ถึงจะเป็นวิปัสสนา
หลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชฺโช
แสดงธรรมที่สำนักสงฆ์สวนสันติธรรม
บ้านโค้งดารา ศรีราชา ชลบุรี
แสดงธรรมเมื่อ วันศุกร์ที่ ๑๙ ตุลาคม พ.ศ.๒๕๕๐ ก่อนฉันเช้า
ร้อนกายไม่ร้อนใจ
โดย หลวงพ่อปัญญานันทภิกขุ
วันอาทิตย์ที่ ๑๗ เมษายน ๒๕๒๐
ญาติโยมพุทธบริษัททั้งหลาย
ณ บัดนี้ถึงเวลาของการแสดงปาฐกถาธรรมะ อันเป็นหลักคำสอนในทางพระพุทธศาสนาแล้ว ขอให้ทุกท่านอยู่ในอาการอันสงบ ตั้งอกตั้งใจฟังด้วยดี เพื่อให้ได้ประโยชน์อันเกิดขึ้นจากการฟัง ตามสมควรแก่เวลา
อากาศตอนนี้ญาติโยมก็บ่นว่าร้อนๆ ไปตามๆ กัน ซึ่งความจริงมันก็ร้อนนั่นแหละ เหงื่อไหลไคลย้อยตลอดวัน แต่ว่าความร้อนนี่มันก็ไม่เที่ยง คือไม่เท่าใดก็หมดร้อน แล้วก็ถึงหน้าฝนต่อไป เพราะอันนี้มันเป็นเรื่องของธรรมชาติ ของดินฟ้าอากาศ เราจะไปเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เราก็ต้องทนอยู่กันไปตามเรื่องตามราว จนกว่าจะหมดเรื่องนั้นไป การที่จะอยู่ได้ตามปกตินั้น จะต้องหมุนจิตใจของเรา ให้เข้ากับสิ่งที่เกิดอยู่เป็นอยู่ คือให้พอใจแค่นั้นเอง ถ้าพอใจแล้วมันก็ไม่มีอะไร ถ้าไม่พอใจแล้วก็เกิดความเดือดร้อน
เคยพบพระองค์หนึ่งนั่งอยู่ในห้อง เหงื่อท่วมตัว อาตมาก็ไปถามว่าไม่ร้อนหรือ ท่านก็บอกว่ามันเรื่องธรรมดา ท่านตอบว่าอย่างนั้น แล้วท่านนั่งทำงานไปตามปกติ ไม่รู้สึกว่ากระวนกระวาย จิตใจมันเป็นปกติ เหงื่อมันออกมาเป็นเรื่องของร่างกาย แต่ว่าใจนั้นไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง นั่งทำงานได้ปกติตลอดเวลา อันนี้แสดงว่าท่านผู้นั้น รู้จักหมุนจิตใจต้อนรับสถานการณ์นั้น แล้วก็ไม่เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น คนเราจะอยู่ที่ใดก็ตาม เราควรจะอยู่ให้เบาใจสบายใจ อย่าอยู่ให้มีความทุกข์ความหนักใจ เพราะเมื่อมีความหนักใจขึ้นเมื่อใดแล้ว เราก็ไม่สบายทั้งกายทั้งใจ ถ้าเราไม่มีความหนักใจ แม้ว่าร่างกายเราจะหนัก เพราะการเปลี่ยนแปลง แต่ตัวเราก็ไม่มีความทุกข์มีความเดือดร้อน เพราะเรื่องอย่างนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องสำคัญ
คราวหนึ่งพระผู้มีพระภาคเจ้าถูกพระเทวทัตทุ่มหินลงมา แต่ว่าหินนั้นไม่ถูกพระองค์ เพราะไปชนต้นไม้ สะเก็ดนิดหนึ่งมากระทบถูกพระชงฆ์ คือหน้าแข็งของพระพุทธเจ้า เลือดไหลออกมาทีเดียว เลือดไหลซิบๆ ออกมา หมอโกมารภัจจ์ก็ทำยาไปปะแผลให้ ยาที่ปะนั้นเป็นยาร้อน ก็คล้ายๆ กับทิงเจอร์ที่เราใช้กัน แต่ว่าในสมัยนั้นไม่มีทิง แต่ว่าใช้ใบไม้ประเภทหนึ่ง เอามาพอกไว้แล้ว หมอก็กลับบ้าน หมอก็นอนไม่หลับตลอดคืน มีความเป็นห่วง เพราะนึกในใจว่า ยาที่พอกนั้นเป็นยาที่ร้อน พระผู้มีพระภาคคงจะไม่ได้บรรทม เพราะความร้อนของยาที่ผิวหนัง ตื่นแต่เช้ามืดมาเฝ้าดูพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วก็ถามไปด้วยอาการร้อนรนกระวนกระวายใจว่า เมื่อคืนนี้พระองค์บรรทมหลับเป็นปกติหรือเปล่า
พระผู้มีพระภาคกลับตอบว่า เราบรรทมหลับเป็นปกติ ไม่มีอะไรเกิดขึ้น หมอก็บอกว่าข้าพระองค์นอนไม่หลับเมื่อคืนนี้ เพราะมีความกังวลที่ยาปะแผลของพระองค์ว่ามันร้อน พระผู้มีพระภาคกลับตรัสตอบแก่หมอนั้นว่า ความร้อนทั้งหลายเราได้ดับมันหมดแล้ว ที่ใต้ต้นโพธิ์ที่ตรัสรู้ เวลานี้ความร้อนเหล่นนั้นไม่มี ท่านจึงไม่ต้องเป็นห่วง ไม่ต้องมีความทุกข์ในเรื่องเกี่ยวกับความร้อนต่อไป อันนี้เป็นเครื่องแสดงถึงด้านความสงบเย็นของจิตใจ ของพระผู้มีพระภาคเจ้า ว่าพระองค์ไม่มีความร้อน มีแต่ความสงบเย็น ความร้อนนั้นได้ดับไป ตั้งแต่วันตรัสรู้อนุตรสัมมาสัมโพธิญาณ ที่ใต้ต้นโพธิ์ที่พุทธคยา แล้วต่อจากนั้นก็ไม่มีความร้อนอะไร จะนั่งอยู่ในที่ร้อนก็ไม่ร้อน จะนั่งอยู่ในที่เย็นก็ไม่เย็น จะอยู่ในที่ใดก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้นในจิตใจของท่าน
อันนี้เป็นเรื่องพิเศษ ที่จะเกิดมีเฉพาะบุคคลที่มีจิตหลุดพ้นแล้ว จากกิเลสทั้งปวง หรือพ้นแล้วจากการยึดมั่นถือมั่น ในเรื่องตัวเรื่องตนที่เราเรียกในภาษาธรรมะว่า “อัตตวาทุปาทาน” อัตตวาทุปาทาน ก็คือการยึดมั่นถือมั่นในตัวฉันในของของฉัน ถ้ายังมีความยึดมั่นอยู่ตราบใด ความทุกข์ก็ยังมีอยู่ ความร้อนก็ยังมีอยู่ อะไรๆ ที่มันเกิดขึ้นตามธรรมชาติ มันก็มีอยู่กับผู้นั้น แต่ว่าถ้าถอนความยึดมั่นถือมั่นได้เมื่อใด สิ่งเหล่านั้นมันก็ไม่มี มันมีของมันอยู่ตามธรรมชาติไม่ใช่ว่าไม่มี แต่ว่าจิตไม่ได้เป็นทุกข์เพราะเรื่องนั้น เช่น ว่าความร้อนทางกายก็มีอยู่ เจ็บปวดมันก็มีอยู่ แต่ว่าจิตไม่ปวดในเรื่องนั้นไม่ได้เจ็บไปกับเรื่องนั้น ดูอาการมันเฉยๆ ไม่มีปฏิกิริยาเกิดขึ้นในใจ อันนี้เป็นเรื่องของจิตใจล้วนๆ
มีบางคนเคยถามว่า พระพุทธเจ้าตรัสรู้อริยสัจ ๔ แล้ว คือรู้เรื่องความทุกข์ เหตุของความดับทุกข์ได้ รู้เรื่องอาการดับทุกข์และวิธีการดับทุกข์ได้ พระองค์ก็พ้นจากความแก่ ความเจ็บ ความตาย แล้วเขาก็ถามว่าก็ยังแก่อยู่นี่ พระพุทธเจ้าก็ทรงชราอยู่แล้ว ก็ยังเจ็บด้วยโรค แล้วก็ยังตายเหมือนกัน ถ้าเขาถามในรูปอย่างนั้น อันการที่ถามมาในรูปอย่างนั้นๆ ก็ยังแสดงว่าไม่เข้าใจความหมายของเรื่องที่ว่า ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ไม่ใข่อย่างนั้น ร่างกายมันเป็นเรื่องของสังขาร เมื่อเกิดมันก็ต้องแก่เป็นธรรมดา ต้องมีความเจ็บไข้โรคภัยเกิดขึ้นเป็นธรรมดา แล้วก็ต้องตาย คือหมดลมหายใจนี้เป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ว่าไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายนั้น ก็เพราะว่าจิตไม่ได้ยึดถือ ในตัวตนว่าเป็นของตน ไม่มีตนจะให้แก่ ไม่มีตนจะให้เจ็บ ไม่มีตนจะให้ตาย จึงเรียกว่าจิตของพระอรหันต์นั้น ไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย เพราะไม่ได้เข้าไปยึดถือไวันั่นเอง
แต่ว่าคนเราที่เป็นปุถุชน คนธรรมดานี้มีความแก่ ความเจ็บ ความตาย อยู่ทุกวันเวลา เพราะว่าจิตเรายังยึดถือในตัวตนอยู่ ยังมีตัวฉัน ยังมีของฉัน เมื่อมีตัว มีของตัว มันก็ต้องมีความเปลี่ยนไปตามสภาพ เราก็เป็นทุกข์ เช่น ผิวหนังย่นยู่ก็เป็นทุกข์ ตามืดก็เป็นทุกข์ หูตึงก็เป็นทุกข์ ปวดเอว ปวดหลังก็เป็นทุกข์ กินไม่ได้ก็เป็นทุกข์ กินได้มากเกินไปก็เป็นทุกข์เหมือนกัน นี่มันเป็นเรื่องของคนธรรมดา ที่จิตใจยังติดพันอยู่ในวัตถุ ยังยึดถือว่าวัตถุเป็นตัวเป็นตน เป็นเราเป็นเขา ก็ต้องเกิดความเป็นอย่างนั้น แต่ว่าจิตของพระอริยเจ้านั้น ท่านไม่มีเหมือนเรา จิตท่านแตกต่างจากเรา เพราะท่านปฏิเสธหมดแล้ว ไม่มีอะไรเป็นของท่าน อะไรๆ มันเกิดขึ้นท่านก็เฉยๆ คล้ายๆ กับเรื่องอย่างนี้ เหมือนกับว่ามีอะไรของใครเขาหาย เราไม่ได้เป็นทุกข์กับเขา
เช่นว่าคนๆ หนึ่ง มีของหายไป เรารู้เราก็เฉยๆ ที่เฉยๆ ก็เพราะว่าของนั้นมันมิใช่ของเรา บ้านคนอื่นถูกไฟไหม้อยู่ห่างไกลจากบ้านเรา เราก็ไม่ได้เป็นทุกข์ ไม่ได้เดือดร้อนใจ เพราะบ้านเขาถูกไฟไหม้ ที่ไม่ได้เป็นทุกข์ ก็เพราะว่าเราไม่ได้นึกว่าเป็นบ้านของเรานั่นเอง แต่ถ้าว่าบ้านของเราถูกไฟไหม้ เราก็ร้อนอกร้อนใจมีความทุกข์ ความเดือดร้อน ความทุกข์ความเดือดร้อนตัวนี้ เกิดขึ้นเพราะจิตเข้าไปยึดถือว่าเป็นบ้านของฉัน เงินทองของฉัน อะไรๆ ของฉันเข้า พอเอาคำว่าของฉันเข้าไปใส่ไว้ ไม่ว่าในเรื่องอะไร ความทุกข์มันก็เกิดขึ้นทันที เพราะเรื่องเข้าไปยึดถือในสิ่งนั้น อันนี้แหละเป็นเรื่องที่มีอยู่ในจิตใจของมนุษย์ทุกคน ที่เราพอมองเห็นได้ คือมองเห็นได้ว่าถ้าเมื่อใดใจเราปล่อยวางเสียได้ เราก็สบายใจ แต่เมื่อใดเราเข้าไปยึดถือมันไว้ เราก็มีความทุกข์ มีความเดือดร้อนใจ ความทุกข์เกิดจากความยึดถือ ไม่ใช่เกิดจากอะไร
เพราะฉะนั้นในคำสวดมนต์แปล ที่เราสวดเมื่อตะกี้นี้เราสวดว่า พระผู้มีพระภาคเจ้านี้สอนเราทั้งหลายว่าอย่างนี้ รูปไม่เที่ยง เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง อันนี้เป็นคำสอนของพระองค์ แล้วก็สอนให้เข้าใจว่า รูปเป็นทุกข์ ไม่ว่ารูปเฉยๆ เป็นทุกข์ รูปูปาทานักขัน ทุกขา เวทนูปาทานักขันธา ทุกขา มีคำหนึ่งใส่เข้าไปด้วย เวลาไม่เที่ยงนี่พูดว่า รูปไม่เที่ยงเฉยๆ เวทนาไม่เที่ยง สัญญาไม่เที่ยง สังขารไม่เที่ยง วิญญาณไม่เที่ยง
แต่พอถึงเรื่องความทุกข์นี่ มีอุปาทานเข้าไปเกี่ยวข้องทันที รูปูปาทานักขันธา ทุกขา รูปที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นนะเป็นตัวทุกข์ เวทนาที่เข้าไปยึดมั่นถือมั่นนี่ตัวทุกข์ สังขารที่เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่นเป็นตัวทุกข์ วิญญาณที่เราเข้าไปยึดมั่นถือมั่น เป็นตัวทุกข์ ความยึดมั่นถือมั่นนั่นแหละ เป็นตัวเหตุให้เกิดเป็นทุกข์ขึ้นมา ถ้าอยู่ตามธรรมดาของมัน มันก็เป็นทุกข์ตามธรรมชาติ แต่ไม่เป็นทุกข์แก่จิตใจเรา แต่ถ้าเราเข้าไปยึดถือรูปอันใดเข้าเป็นของตัว เวทนาเป็นของตัว สัญญาเป็นของตัว สังขารเป็นของตัว วิญญาณเป็นของตัวขึ้นมา เมื่อนั้นเราก็ตั้งฐานแห่งความทุกข์ขึ้นแล้ว และเมื่อสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป เราก็มัความทุกข์เพราะสิ่งนั้น ทุกข์นั้นเกิดจากอุปาทาน คือการยัดมั่นถือมั่นในเรื่องนั้นๆ ความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องใด ก็ย่อมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ในเรื่องนั้นขึ้นมาทันที ไม่ว่าของนั้นจะเล็ก จะขนาดกลาง ขนาดใหญ่ จะเป็นอะไรก็ตาม พอจิตเราเข้าไปยึดปั๊บเข้าเท่านั้นแหละ ความทุกข์ก็เกิดทันที
อันนี้สังเกตได้ง่าย ขอให้เราสังเกต คือการศึกษาธรรมะนะ เรารู้หลักทางหนังสือแล้ว ต่อไปก็ต้องเอามาค้นคว้าจากพฤติการณ์ของเราเอง จากความคิด จากการกระทำของเรา แล้วคอยสังเกตว่า เวลาที่เกิดทุกข์นี่ มันทุกข์เพราะอะไร เวลาทุกข์ที่หายไปนี่ หายไปเพราะอะไร เราต้องคอยกำหนด คอยสังเกตไว้ เพื่อจะค้นหาสมุฏฐานของความทุกข์ที่เกิดขึ้นภายในจิตใจของเรา ว่าเวลาเป็นทุกข์นี่ เราคิดอะไรมาก่อน มีอะไรเกิดขึ้นในใจของเรา เราจึงได้เกิดความทุกข์ในเรื่องอย่างนั้นขึ้น ให้พยายามสังเกตจิตใจของเราเอง ภายหลังจากมีความทุกข์แล้วนี่ ถ้าหากว่าเราสังเกตเราจะพบว่า สิ่งที่ทำให้เราเกิดความทุกข์นั้น ก็คือการยึดถือนั่นเอง เราจึงเรียกว่าอุปาทาน ตามภาษาธรรมะ พอมีอุปาทานขึ้นมาเมื่อใด ใจมันก็ไปติดอยู่กับสิ่งนั้น ไปยึดอยู่กับสิ่งนั้น พอสิ่งนั้นเปลี่ยนแปลงไป ไม่เหมือนใจ ไม่สนใจ เราก็มีความทุกข์ขึ้นมาทันที อันนี้เป็นเครื่องชี้อยู่ในตัวแล้วว่า เราเป็นทุกข์เพราะมีความยึดมั่นถือมั่น ถ้าจะไม่ให้เกิดทุกข์ก็ต้องผ่อนคลายความยึดมั่นถือมั่น ออกไปจกกใจของเราเสียบ้าง
การที่จะผ่อนคลายความยึดมั่นถือมั่นออกจากใจนั้น ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เป็นเรื่องสำคัญ เพราะว่าคนเรา ตั้งแต่เกิดมาจนกระทั่งแก่ชรา เราได้รับคำสอนแต่เรื่องให้ยึดถือทั้งนั้น ให้ยึดมั่นในเรื่องนั้นเรื่องนี้ ด้วยประการต่างๆ เด็กๆ ตัวน้อยได้รับคำสอนคำเตือน ให้ยึดถือในเรื่องของตนอยู่ตลอดเวลา เราให้อะไรแก่เด็ก เราก็บอกทันทีว่า อันนี้ของหนูนะ ตุ๊กตาของหนูนะ เสื้อผ้าของหนู ขนมของหนู พ่อแม่ของหนู อะไรๆ ก็เป็นของเราทั้งนั้นแหละ สอนให้เด็กมีนั่นมีนี่ ยึดถือไว้ เพราะไม่เคยสอนในแง่ความจริง หรือในแง่ที่ตรงกันข้ามให้เด็กเข้าใจ เพราะว่าพ่อแม่ก็ต้องการให้ยึดเหมือนกัน เราก็สอนให้ยึดถือไว้อย่างนั้น จะเห็นว่าเด็กมีเรื่องยึดมั่นถือมั่นในของเล็กๆ น้อยๆ ว่า มีตุ๊กตา มีรถน้อยๆ มีช้างมีม้าอะไรน้อยๆ ที่เขาเล่น เขาจะหวงแหนนักหนา ยึดถือเอาเป็นนักหนาทีเดียว ใครมาแตะต้องไม่ได้ ถ้าใครมาเอาของนั้นไป เราจะเห็นได้ว่าเขาร้องไห้ทันที ร้องไห้ดังขึ้นมาเสียด้วย ถ้าเมื่อใดเอาของนั้นมาคืนให้ เขาก็จะหยุดร้องไห้ ทำไมเด็กจึงร้องไห้เมื่อเราแย่งเอาตุ๊กตาเขาไป ก็เพราะเขานึกว่าตุ๊กตาของฉัน อย่าเอาของฉันไป เอาของฉันคืนมา มันร้องเป็นภาษาอย่างนั้นแหละ แต่ว่ามันไม่พูดออกมาเป็นภาษา และถ้าตีความหมายมันก็ได้อย่างนั้น
ทีนี้ผู้ใหญ่เห็นว่าเด็กร้อง ก็เอาไปคืนให้เขา พอได้คืนมาก็เอามาจับมันไว้ แล้วก็คลายจากความทุกข์ความเดือดร้อน เราจะเห็นเด็กบางคน ถ้าได้ตุ๊กตาตัวสวยๆ งามๆ จะต้องกกกอดอยู่ตลอดเวลา ไปไหนก็ต้องพาไปด้วย กินข้าว ก็ต้องเอาไปวางไว้ข้างๆ ไปเล่นก็ต้องเอาไปไว้ข้างๆ เวลานอนก็ต้องเอาตุ๊กตาไปนอนด้วยแล้วก็นอนกอดไว้ใกล้ตัวนะ ต้องคลำไว้กลัววตุ๊กตาจะวิ่งหนี
นีคื่อความยึดนั่นเอง มีไว้ตั้งแต่ตัวน้อยๆ ยึดติดในตุ๊กตาตัวนั้น ถ้าเราลองสมมติว่า เอาตุ๊กตาตัวนั้นไปเสีย เด็กนั้นจะนอนไม่หลับเอาเลยทีเดียว จะเที่ยวไขว่หา ร้องไห้ร้องห่ม ไม่ได้ตุ๊กตามา ถ้าเอามาให้แล้วเขาจะหยุดร้อง แล้วเขาจะนอนหลับเป็นปกติ พอตื่นขึ้นเขาจะต้องจับตุ๊กตานั้นก่อนละ จับเอามาหิ้วไปนั่นไปนี่ เรียกว่าจับไว้ไม่วางก่อนละ นี่เป็นปกติในรูปอย่างนี้ เป็นเรื่องของเด็กๆ เด็กๆ ติดของเล่น ติดอะไรก่อนแล้วก็ติดของกินของใช้ ประเภทอื่นต่อไป แล้วเมื่อเติบโตก็ติดของอื่นต่อไปอีก คือเราสอนให้เขายึดมั่นถือมั่น
เช่นว่าเรื่องชาติ เรื่องประเทศนี้ก็เหมือนกัน เราสอนให้มีความยึดมั่นถือมั่นกันทั้งโลกนั่นแหละ เพราะว่าทุกชาติ ต้องสอนให้เด็กรักชาติ ให้เด็กรักประเทศของตัว รักอะไรๆ เป็นของตัว ก็เลยเพาะนิสัยความรักชาติเกิดขึ้น การสอนให้รักชาติรักประเทศอะไรอย่างนั้น ความจริงถ้าพูดในแง่ธรรมแล้ว ก็เรียกว่า สอนให้เกิดความยึดมั่นถือมั่นนั่นเอง ไม่ใช่เรื่องอะไร ทีนี้บางทีมันสอนแรงเกินไป สอนแรงไปก็เกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน พวกชาตินิยมหัวรุนแรงนี่ มักจะรุนแรงในเรื่องต่างๆ ความรุนแรงในเรื่องชาติ ศาสนา ในเรื่องภาษา ในเรื่องขนบธรรมเนียม ประเพณี ในเรื่องอะไรต่างๆ นั้น ย่อมเกิดปัญหาทั้งนั้น ขอให้เราสังเกตดูเถอะ ประวัติศาสตร์ก็บอกอยู่ในตัวแล้ว ว่าคนที่รบราฆ่าฟันกันนี้ มันเรื่องอะไรกัน ก็เรื่องอย่างนี้แหละคือต้องปลุกใจในชาติ ให้ยึดมั่นในชาติ ยึดมั่นในประเทศ ในอะไรของตัวนี่ พวกคอมมิวนิสต์ก็สอนให้ยึดมั่นในคอมมิวนิสต์ จนกระทั่งว่าตัวตายไม่ยอมเปลี่ยนแปลง ยอมตายด้วยลัทธินั้น นั่นก็คือสอนให้ยึดมั่นถือมั่น เป็นอุปาทานชนิดหนึ่งเหมือนกัน
แต่ว่าพวกคอมมิวนิสต์ชอบติเตียนศาสนา หาว่าศาสนาเป็นยาเสพติดให้โทษ ไอ้ความจริง ตัวนั่นแหละเป็นลัทธิที่ให้โทษรุนแรง ให้โทษรุนแรงที่สุดด้วย เพราะว่าอาจจะกระทำชั่วแมื่อใดก็ได้ เพราะในลัทธินั่นไม่มีศีลธรรม ไม่มีบาปไม่มีบุญ ไม่สอนให้นับถือพ่อแม่ ครูบาอาจารย์ แต่ว่าสอนให้บูชาลัทธินี้ หรือบูชา คนต้นคิด หัวหน้าในลัทธินี้เป็นชีวิตจิตใจ เรื่องพ่อ เรื่องแม่ เป็นเรื่องเล็ก ไม่ใช่เรื่องสำคัญอะไร
ได้ทราบว่า ลูกชายของนายทหารคนหนึ่งหายไป พ่อแม่ก็เป็นห่วงมีความทุกข์มีความเดือดร้อนใจ แล้วพอวันหนึ่งมันก็ส่งจดหมายถึงพ่อ บอกว่าไม่ต้องเป็นห่วง เวลานี้ผมอยู่สบายดี เมื่อใดผมกลับมาเมืองไทยแล้ว คนแรกที่ผมจะจับก็คือพ่อนั่นเอง เพราะว่าพ่อเป็นศักดินาตัวใหญ่ ผมจะต้องจับก่อน นี่มันเป็นถึงขนาดนั้น แสดงว่าเมาแล้ว ไอ้เจ้าคนนี้เมาแล้ว มีอุปาทานแรง เรียกว่า ทิฎฐุปาทาน ในพระพุทธศาสนาเรียกว่า “ทิฎฐุปาทาน” ก็เรียกว่ายึดมั่นในทฤษฎี ในความคิดในความเห็น แล้วก็รุนแรงจนขนาดว่า จับพ่อฆ่าได้ทีเดียว พวกก็ชมเชยว่าไอ้นี่นักอุดมการแท้ เป็นผู้เห็นแก่สวนรวมแท้จริง เขาไม่ส่งเสริมศีลธรรม แต่ส่งเสริมสิ่งเดียวที่เขาต้องการ นั่นแหละคือยาเสพติดตัวใหญ่
แต่ว่าคนที่เมานั่นมักจะว่าคนอื่นเมาเสมอ เหมือนกับคนโรคจิตที่อยู่ที่ปากคลองสาน ที่ศรีธัญญา โรงพยาบาลตรงนี่ เราเข้าไปเถอะถ้ามันก็ว่าบ้าอีกแล้ว มันหาว่าบ้ากันทั้งนั้นแหละ แม้หมอมันก็ว่าบ้า พอหมอเดินมามันว่าไอ้บ้ามาอีกแล้ว มาฉีดยากูอีกแล้ว เอายามาให้กูกินอีกแล้วละ มันเรียกหมอนางพยาบาลว่าไอ้บ้า อีบ้าทั้งนั้นเองตัวเขาเองนั่นเป็นคนไม่บ้า แล้วมันมาดูคนอื่นว่าบ้าทั้งนั้นน่ะ คนไข้นี่ก็ดีเหมือนกันล่ะ คนไข้นาย ก. พอเห็นนาย ข. ก็ว่า คนบ้าอย่าไปยุ่งกับมัน นาย ข. ก็ว่านาย ก. มันบ้าอย่าไปยุ่งกับมัน
เพราะฉะนั้น คนไข้ในโรงพยาบาลโรคจิตนี่มันอยู่กันได้ ไม่ทะเลาะกันหรอก ทำไมมันถึงไม่ทะเลาะกัน เพราะว่าต่างคนต่างก็หาว่าบ้า มันจึงไม่เข้าใกล้กัน มันบอกว่าอย่าไปเข้าใกล้มันไอ้บ้านั้นนะ ต่างคนต่างหันหน้าเข้าฝา อาตมาไปดูแล้วโรงยาวๆ ยาวกว่านี้ แล้วทุกคนหันหน้าเข้าฝาทั้งนั้น พึมพำอยู่คนเดียวไม่ยุ่งกับใคร อันนี้ถามหมอว่าทำไมไม่ยุ่งกันกับใคร อันนี้ถามหมอว่าทำไมไม่ยุ่งกัน หมอบอกว่า อ้าว ต่างคนต่างก็หาว่ากัน แล้วเลยมันไม่เข้าใกล้กัน มันก็ดีอย่างนั้นแหละ แปลว่าคนบ้าด้วยกันก็หาว่าคนบ้าๆ หมอมาก็บ้านางพยาบาลก็บ้าใครๆ ก็บ้าทั้งนั้น มันเป็นอย่างนี้
เรื่องเป็นคอมมิวนิสต์นี่ก็เหมือนกันแหละ มันเห็นว่าคนที่ไม่เป็นคอมมิวนิสต์มันไม่ได้เรื่อง เป็นพวกเสพติด พวกเมาศาสนา แต่ตัวเองนั่นเมางอมแงม ไม่รู้เรื่อง แล้วมันไม่ว่าอย่างนั้นนี่มันก็แปลก มนุษย์เรามันมีเรื่องแปลกอยู่อย่างนี้ มีอยู่ในโลกทั่วๆ ไป เพราะว่าเขาพูดเขาสอนมากในเรื่องนั้น ย้ำตลอดเวลา ย้ำให้เกิดความเมาในเรื่องนั้นยึดมั่นในเรื่องนั้น จนกระทั่งว่าไม่เปลี่ยนแปลง จนกระทั่งตาย อันนี้เป็นตัวอย่าง
ทีนี้ถ้าสมมติว่า ตัวเราจะสอนให้ตรงกันข้ามจะได้หรือไม่ คือไม่สอนให้ยึดถืออย่างนั้น แต่ว่าเราสอนอีกแง่หนึ่งคือ หมายความว่าสอนให้ประพฤติธรรม สอนให้รู้จักหน้าที่ว่าเรานี้เกิดมาเพื่ออะไรๆ เราอยู่เพื่ออะไร สิ่งที่เราควรประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันมันคืออะไร ให้เขาเห็นความสำคัญของหน้าที่ ของการปฎิบัติหน้าที่ ของความเสียสละอะไรเป็นตัวอย่าง ถ้าเราฝึกไปในรูปอย่างนั้น เด็กของเราจะมีปัญหาขึ้นกว่าปกติ แล้วมีความเข้าใจอะไรถูกต้องตามความเป็นจริง เขาจะทำอะไรก็ทำด้วยปัญญา ด้วยเหตุด้วยผล จะไม่ได้ทำด้วยความบ้าคลั่ง ยึดมั่นถือมั่นเหมือนพวกชาตินิยม พวกบ้าคลั่งเหมือนกัน พวกฮิตเลอร์ก็เรียกว่าบ้าคลั่งเหมือนกัน คลั่งชาตินิยม คือว่าคนพวกเยอรมันนีเป็นพวกอารยัน เป็นพวกที่เจริญ แล้วก็รังเกียจพวกยิวเป็นที่สุด ทำลายยิวจับยิวไปฆ่าเป็พันๆ คนทีเดียว ตายทีเดียวเอาไปฆ่ารวมกัน ไอ้พวกไม่ตายเหลืออยู่ก็ไม่รู้จักว่าใครเป็นผู้สั่งฆ่า พวกยิวก็โกรธมากเหมือนกันต้องจับคนฆ่ามาให้ได้ ที่ชื่อนายไฮมารนั่นตัวสังหารใหญ่ หนีไปเท่าไรๆ ยิวก็จับตัวมาได้ขึ้นศาลในอิสราเอล
นี่ก็คือเรื่องเมาทั้งนั้น เมาชาติรุนแรง แล้วก็ทำการฆ่าคนอื่น ลืมนึกถึงอะไรไปหมด นึกไม่ถึงใจเขาใจเรา ไม่มีอะไรอยู่ในนั้น มีแต่ความโกรธความเกลียด ความพยาบาท เพราะอาศัยความยึดถือในเรื่องชาติรุนแรงนั่นเอง เป็นเหตุให้เกิดวุ่นวาย แต่ถ้าเราพูดให้เขาเข้าใจ ว่าสิ่งทีเราควรทำลายนั้น ไม่ควรจะเก็บเอามาไว้ในใจ สอนเด็กตั้งแต่เบื้องต้น ว่าควรจะทำลายความชั่ว ความชั่ว มีลักษณะอย่างไร เช่นความโลภอยากได้ของคนอื่น เป็นความชั่ว ความโกรธนี่ก็เป็นความชั่ว ความเกลียดก็เป็นความชั่ว ความโกรธนี่ก็เป็นความชั่ว ความริษยานี่ก็เป็นความชั่ว ความถือเนื้อถือตน ดูหมิ่นผู้อื่นอะไรต่างๆ เป็นความชั่วก็เรียกว่า อุปกิเลสมี ๑๖ อย่าง
ที่ท่านแสดงไว้ในหนังสือมี ๑๖ อย่าง เอามาพูดให้เด็กเข้าใจ ว่าสิ่งที่เราควรทำลายนั้น ไม่ใช่คน ไม่ใช่สิ่งนั้นสิ่งนี้ สิ่งที่เราควรทำลายก็คือความชั่วนั่นเอง ตัวความชั่วเป็นสิ่งที่ควรทำลาย ไม่ควรจะเก็บเอามาไว้ในใจ สอนเด็กตั้งแต่เบื้องต้น ว่าควรจะทำลายความชั่ว ความชั่วมีลักษณ์อย่างไร เช่นความโลภ อยากได้ของคนอื่นเป็นความชั่ว ความริษยนี่ก็เป็นความชั่ว ความถือเนื้อถือตนอะไรดูหมิ่นผู้อื่นอะไรต่างๆ เป็นความชั่วเรียกว่า “อุปกิเลส” มี ๑๖ อย่าง ที่ท่านแสดงไว้ในหนังสือมี ๑๖ อย่าง เอามาพูดให้เด็กเข้าใจว่าสิ่งนี้ไม่ดีทั้งนั้น ให้เขารังเกียจสิ่งนี้ ให้เบื่อหน่ายต่อสิ่งนี้ ให้ทำลายสิ่งนี้ แล้วถ้าหากว่าสิ่งนี้มีอยู่ในตัวใคร แทนที่เราจะทำลายตัวบุคคลนั้น เหมือนกับว่าเสือร้าย มันอยู่ในป่า เรารู้ว่าเสือมันร้าย มันกัดคนทำคนให้ตาย เราโกรธเสือแล้ว เราไปเผาป่าเพื่อให้เสือตายอย่างนี้มันไม่ถูกต้อง เสือตัวเดียวอยู่ในป่า จุดไฟไปเผาป่าหมดเลย ป่าเตียนโล่งไปเสือตายเหมือนกันแต่ว่าเสือตายแล้ว ป่าราบไปเสียด้วยอย่างนี้ก็ไม่ถูก
พระพุทธเจ้าท่านไม่ได้สอนให้เราทำอย่างนั้น ให้ทำเฉพาะเรื่องเฉพาะสิ่งไม่ใช่ทำอย่างนั้น ไม่ใช่ว่าตัดป่าจะทำป่าลายไม่ได้ ต้องตัดต้นไม้ท่านว่าอย่างนั้น ตัดต้นไม้ไม่ใช่ตัดป่าคือตันไม้ ต้นใด้มันเป็นพิษเป็นโทษแก่คน เราตัดต้นไม้ต้นนั้นเราไม่ทำลายป่า เหมือนกับเถาหมามุ่ยเมื่อใครเดินเข้าไปใกล้มันก็คันทั้งนั้น ขยิกเข้าไปตามกันละแล้วเราจะไปโกรธว่าป่านี้มีหมามุ่ย ตัดโคนมันก็ตายแล้ว เมื่อมันตายแล้วมันก็ไม่มีอะไรที่จะให้ใครคันต่อไป ป่านั้นก็ยังอยู่ไม่ถูกทำลาย
ชีวิตมนุษย์นี่ก็เหมือนกัน เราควรที่จะดูว่าอะไรที่มันไม่ดี ไม่ดี ไม่ทำลายคนนั้น แต่ว่าเราควรจะหาวิธีให้เขาคืนคลายจากสิ่งนั้นด้วยการสอนด้วยการอบรม หรือด้วยการกระทำอะไรก็ตามเถอะให้เขาได้หยุดได้ยั้งสิ่งนั้น อย่างนี้เรียกว่าเป็นการกระทำที่ถูกต้อง ไม่ต้องฆ่าต้องแกงกัน ไม่ต้องทำลายคนให้เกิดความเสียหาย แล้วเรื่องสำคัญที่สุดที่จะต้องทำลายก่อนก็คือสิ่งที่มันเกิดอยู่ในตัวเรานั่นแหละ เราจะต้องรู้จักตัวเราเองว่าเราจะต้องมีอะไร สิ่งที่มีอยู่นั้นเป็นพิษเป็นภัยหรือไม่เป็นทุกข์เป็นโทษแก่เรา หรือไม่ถ้าเห็นว่ามันเป็นภัยเป็นทุกข์โทษแก่เราแล้ว เราก็ควรทำลายสิ่งนั้น ทำลายเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่ผู้ที่เราเห็นว่า เขามีสิ่งนั้นอย่างนี้ก็เป็นตัวอย่างอยู่ในตัว
เช่นว่าเราจะสอนคนอื่นไม่ให้โลภให้เห็เป็นตัวอย่าง ไม่โกรธใหห้ป็นตัวอย่าง ไม่หลงให้เป็นตัวอย่าง ไม่เห็นแก่ตัวแก่ได้ให้เป็นตัวอย่าง อย่างนี้ก็เรียกว่าเป็นการสอนอยู่ในตัวที่ถูกต้อง การอบรมบ่มนิสัยคนก็ควรจะไปในรูปนั้น คือให้รู้จักหน้าที่ เพื่อหน้าที่ตลอดเวลา ความเห็นแก่ตัวก็จะลดน้อยลงไป แล้วก็จะอยู่กัน ด้วยความสงบตามสมควรแก่ฐานะ เรื่องอย่างนี้จะดีกว่า ดีกว่าสอนให้มีความยึดมั่นถือมั่นในเรื่องนั้น
สมมติว่าเราพาเด็กๆ ไปเที่ยวที่อยุธยาแล้วเราก็เล่าประวัติศาสตร์ให้เด็กฟัง แล้วก็ยังแถมท้ายว่าไอ้พวกพม่านี่มันร้ายนักหนามันมาทำร้ายพวกเราอย่างนั้นอย่างนี้ มี่เขาเรียกว่าเพาะเชื้อ เพะาะเชื้แห่วความโกรธ ความพยาบาทให้เกิดขึ้นแก่ในใจของเด็ก เด็กรู้จากเราว่าคนพม่านี้ทำให้เราเสียหายโกรธเคือง บางคนอ่านประวัติศาสตร์แล้วลืมตัวเอาหนังสือขว้างไปเลย เมื่อขว้างไปแล้วนึกไปได้ว่าอ่าวไปขว้างหนังสือไปเสียแล้ว นึกว่าหนังสือนั่นเป็นพม่าเลยขว้างมันเสียเลยอย่างนี้มันก้ไม่ถูกเรื่อง ไม่ครจะสอนในรูปอย่างนั้น แต่เราควรจะสอนเด็กให้เข้าใจความจริงเหล่านี้ ที่มันต้องผุพังเสียหายนี่มันไม่ใช่เรื่องอะไร เรื่องของกิเลสมันตั้งอยู่ในใจคนเรื่องของความโลภ เรื่องของความโกรธ เรื่องของความหลง ๓ อย่างนี้แหละเป็นตัวการใหญ่เกิดขึ้นในจิตใจคนแล้ว คนนั้นก็พ่ายแพ้แก่กิเลส กิเลสบังคับให้ยกทัพมาเผ่าเมืองไทย ต้นตอที่เราควรโกรธเราควรเกลียดนั่น ไม่ใช่คนแต่เราควรจะโกรธเจ้าความโลภ เกลียดเจ้าความโลภ เกลียดรความโกรธ โกรธความหลง แล้วเมื่อโกรธเกลียดมันแล้วจะทำอย่างไร อย่าให้มันเกิดขึ้นในใจของเรา อย่าให้ตัวโกรธเกิดขึ้นในใจของเรา อย่าให้ต้วเกลียดเกิดขึ้นในใจของเรา อย่าให้ตัวโกรธเกิดขึ้นในใจของเรา
แต่ว่าเราจะต้องฆ่ามันด้วยการทำตรงการทำตรงกันข้าม การทำที่ตรงกันข้ามก็คือแผ่เมตตาด้วย ปรารถนาความสุขความเจริญแก่สรรพสัตว์ทั้งหลาย เราเองเป็นผู้มีใจเมตตาด้วย อย่างนี้มันไม่ต้องตอบแทนกันด้วยฟันต่อฟัน ตาต่อตา หรือว่าเลือดต่อเลือดอย่างนั้นมันไม่ถูกต้อง แต่ว่าใช้วิธีการ ชนะความดี ชนะความชั่วด้วยความดี ชนะความโกระธ ด้วยความไม่โกรธ ชนะความตระหนี่ด้วยการให้ เป็นการชนะที่ถูกต้อง แต่ไม่มีใครจะสอนกันด้วยอย่างนี้ หรือว่าแนะนำกันด้วยในรูปอย่างนี้ทำไมจึงไม่พูดในเรื่องอย่างนั้น กลัวว่าตัวจะเป็นคนไม่สู้คนไปกลัวว่าจะไม่ป้องกันชาติประเทศไป อันนี้ก็เข้าใจผิดเหมือนกัน
ความจริงคนที่ประพฤติธรรมะนั้นแหละ มีธรรมะเป็นพื้นฐานอย่างมั่นคงนั่นแหละ จะช่วยตัวได้ ช่วยชาติได้ช่วยประเทศได้ เวลานี้โลกทั้งโลกมันอยู่ในสภาพอย่างไร เราลองพิจารณาศึกษากันให้ดีแล้ว เราจะพบความจริงว่าโลกทั้งโลกนี้ เป็นเมืองขึ้นทั้งนั้นไม่มีใครเป็นอสระ ไม่มีใครมีเสรี ไม่มีชนชาติใดที่เรียกว่า อยู่อย่างอิสรเสรีโดยธรรมะ อืสรเสรีคือแบบการบ้านการเมืองอะไรไปตามเรื่อง แต่ว่าไม่เป็นอิสรเสรีโดยธรรม จิตใจไม่อิสรเสรี เพราะว่าคนเหล่านั้นละทิ้งสิ่งดีสิ่งงามไป ไม่เอาใจใส่อยู่ในสิ่งที่เรียกว่าธรรมะ
คนอเมริกันนี่เขาพิมพ์บัตรแล้ว เขาเขียนไว้ในธนบัตรว่า “วีทรัสอินก๊อด” (we triust god) หมายความว่าเราไว้ใจในพระผู้เป็นเจ้าก็เขียนไว้หรูๆ หราๆ นั่นเองละว่าไว้ใจในพระผู้เป็นเจ้า แต่ว่าไว้ใจแน่หรือในพระผู้เป็นเจ้านะ ยังไม่ถึงขั้นที่เรียกว่า ไว้ใจในพระผู้เป็นเจ้า ยังไม่เอาพระผู้เป็นเจ้ามาเป็นดวงประทีป นำทางชีวิตอ่ย่างแท้จริง จึงยังตกอยู่ในสภาพวัตถุนิยม แล้วก้ยัวเหลวไหลกันอยู่ยังยุ่งกันอยู่ แมประชาชนก็ยังหลงผิดคิดทำอะไรแปลกๆ แผลงๆ ที่ปรากฎเป็นข่าวว่า หญิงสาวที่เขาไปเปลือยกายที่ชายหาดมากๆ แล้วตำรวจไปจับ พวกนั้นประท้วงด้วยการแก้ใหม่ ที่ใหม่ต่อไป แล้วถือว่านี่เป็นสิทธิมนุษยชน แต่เรียกว่าสิทธิของมนุษย์ที่ทำได้จะนุ่งก็ได้ไม่นุ่งก็ได้ ตำรวจอย่ามายุ่งกับพวกฉันเลยอย่างนี้เป็นตัวอย่าง
นั่นเขาเรียกว่าไม่ได้ไว้ใจในพระผู้เป็นเจ้าแล้ว แต่ไปไว้ใจในกิเลสแล้วนี่ ควรจะพิมพ์เสียใหม่ว่าอย่าไปไว้ใจในในำรผู้เป็นเจ้า ควรจะว่าเราไว้ใจกิเลสทั้งหลาย ทีนี้มันยุ่งแหละ ถ้าไว้ใจในกิเลสมันยุ่ง ทำไมจะต้องเปลือยกายเปลือยกายทำไม ถ้าคิดถึงธรรมะจำเป็นจะต้องเปลือยกายเพราะว่ามนุษย์เรานี่เมื่อเด็กมันเปลือยกาย โตขึ้นมันก็ต้องนุ่งผ้าตบแต่งร่างกาย กันร้อนกันหนาวกันเหลือบกันยุง กันสิ่งที่น่าละอาย ไม่ควรจะเปิดเผย นี่มันเป็นเรื่องของมนุษย์ธรรมดาแต่ว่าถ้ารู้ไม่รู้จักความละอาย จิตใจมันจะเป็น มนุษย์อยู่ได้หรือ ถ้าหากว่าคิดสักเล็กน้อยว่าเอ๊ะนี่เราทำเพื่อความเป็นมนุษย์ หรือว่าเราทำเพื่ออะไร เราทำเพื่อเอาจใจพระหรือว่า เราทำเพื่อเอาใจผีกันแน่ ถ้าคิดให้ละเอียดก็จะเห็นได้ว่ามันไม่ได้ความแล้วพวกเรานี่ มันจะชวนกันบ้าทั้งเมืองแล้ว ก็จะคลายลงไป แต่ก็ไม่อย่างนั้น ไม่มีความคิดในรูปอย่างนั้น ทำไปตามเรื่องของเขา ก็แสดงว่าไม่ไว้ใจในพระผู้เป็นเจ้าไม่เอาธรรมะมาใช้ จึงเกิดเรื่องวุ่นวายกันเป็นทาสของกิเลสกันไปตามๆ กัน
ถ้าสมมติว่าจะพูดจะอะไรกันนะต้องมีเรื่องเห็นแก่ตัวแฝงอยู่ข้างหลังเสมอ แม้ว่าสัญญาอะไรกันก็ต้องเอารัดเอาเปรียบกันนิดๆ หน่อยๆ ที่ถ้อยทีถ้อยอาศัยกัน ถ้าฉันเอาเปรียบแกได้ฉันจะต้องเอาละ ฉันไม่ยอมเป็นอันขาด นี่มันนเป็นเสียอย่างนี้ละ ชาติใหญ่ก็อย่างนั้น ชาติเล็กนะไม่ต้องสงสัยละเป็นเบี้ยล่างชาติใหญ่เป็นธรรมดา ไอ้ชาติใหญ่มันเอารัดเอาเปรียบตลอดเวลาอันนี้เขาเรียกว่าธรรมดาโลก ปลาใหญ่มันก็ต้องกันปลาเล็กละ ปลาเล็กจะได้กินปลาใหญ่ เมื่อปลาใหญ่ตายนั้นแหละ ถ้าปลาใหญ่ยังไม่ตายก็ยังไม่ตอดหรอก แต่ถ้าตายเข้าวันไหน ปลาเล็กก็ว่ากูต้องกินแกบ้างละ คราวนี้เลยมันก็กินกันใหญ่มันก็เป็นอย่างนี้
นี่มันไม่ใช่วิสัยของโลกที่มีธรรมะ แต่มันเป็นวิสัยของวัตถุของจิตใจ ที่ยังมิได้อบรมไม่ได้ฝึกฝนด้วยคุณธรรม จึงเป็นกันอย่างในรูปอย่างนั้น แต่ถ้าเป็นจิตใจที่ได้อบรมบ่มนิสัยในทางธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นผู้นับถือทางศาสนาใด เราอย่าไปรังเกียจกันเลย ในเรื่องของศาสนาว่าคนนั้นเป็นพุทธ คนนั้นเป็นคริสต์คนนั้นเป็นอิสลาม คนนั้นเป็นฮินดู ก้อย่าไปถือเลย
อาตมาเคยพูดในที่ๆ เขาอภิปรายกันหลายศาสนาเขาชอบอย่างนี้ โดยมากพี่น้องชาวอิสลามเขาชอบให้อภิปรายหลายศาสนา แต่เพียงเปลือกนอก คือการแต่งกายการโพกหัว การนุ่งผ้า การใส่เสื้อในรูปนั้นรูปนี้ หรือว่าการทำพิธีไหว้แบบนั่น แบบนี้ อะไรต่างๆ นั้น ไม่ใช่เนื้ออแท้อะไรหรอก เป็นแต่เพียงเปลือกนอกทั้งนั้น แต่ว่ามนุษย์ในโลกเรานี้ชอบติดเปลือกไว้ก่อนถ้าถึงเนื้อมันน้อย คล้ายมดแดงแฝงพวงมะม่วงงอม มันเที่ยวไต่อยู่นั้นแหละไต่รอบนอก ไต่ไปไต่มาไม่ไได้แอ้มสักหน่อย พอมะม่วงก็คนก็สอยเยาไปกินเสีย มดแดงก็มองชะเง้อต่อไป ไอ้ลูกไหนที่จะสุกกูจะไปไต่มันต่อไปมันเป็นอยู่อย่างนั้น
คนนับถือศาสนาก็คล้ายๆ กันเที่ยวไต่อยู่ตามขอบคัมภีบ้าง ตามโบสถ์ ตามพระพุทธรูปบ้าง อะไรอย่างนี้ อะไรเที่ยวไต่อยู่นั่นแหละ เที่ยวอ้อมโบสถ์บ้างไม่เข้าไปในโบสถ์ ไปเจอพระพุทธรูปก็ติดแต่พระพุทธรูปอยู่นั่นแหละ ไม่ได้เปิดเข้าไปถึงเนื้อในของพระรูปสักที นี่เขาเรียกว่าติดเปลือก ถ้าติดเปลือกอยู่อย่างนี้ทะเลาะกันตาย เปลือกมันไม่เหมือนกันนี้ ทะเลาะกันใหญ่ สมมติว่าเราได้มะพร้าวกันมาคนละผล ไอ้คนหนึ่งได้ผลเล็ก คนหนึ่งได้ผลใหญ่ คนหนึ่งได้มะพร้าวแก่ คนหนึ่งได้มะพร้าวห้าว ก็เถียงกันอยู่นั่นแหละว่าของกูสีเขียว ว่าของกูสีน้ำตาลของข้ามันใหญ่โว้ย ของข้ามันเล็ก ไม่ปลอกเปลือกออก แล้วก็ไม่คั้นเอาน้ำกะทิไปกินเป็นแต่เพียงน้ำกะทิ ก็ยังมีเปลือกอยู่นั่นแหละ เพราะมันยังมีน้ำเจือปนอยู่ ต่อเมื่อใดเราไปเคี่ยวน้ำกะทินั้น ได้น้ำมันมะพร้าวล้วนๆ เคี่ยวร้อยครั้งได้น้ำมันมะพร้าวแท้ว่าอย่างนั้นเถอะ เขาจึงพูดว่าม้ำมันที่เคี่ยวร้อยครั้งนี้คือเคี่ยวๆๆๆ จนกระทั้งเหลือน้ำมันจริงๆ เรียกว่าน้ำมันแท้ ถ้าเอาไปใช้เป็นประโยชน์ต่อไป โดยมากไม่ถึงของแท้หรอก มักจะได้ของปลอมทุกที เวลานี้มันเป็นอย่างนั้นแหละ
คนถือศาสนาทั้งหลาย มักถือศาสนาแต่เพียงชื่อดแต่ไม่พยายามเข้าถึงธรรมะอันเป็นเนื้อแท้ของศาสนา ถ้าถึงธรรมะแล้วก็ไม่มีอะไร ไม่ต้องเถียงกัน ไม่ต้องทะเลาะกัน ไม่ตัอบแบ่งกันว่า ฉันเป็นคริสต์ นั่นเป็นพุทธ นั่เป็นอิสลาม แต่เรามารู้เข้าใจ ในใจจเราบอกว่าเขานั้นเป็นผู้ประพฤติธรรม ผู้ประพฤติธรรมแล้วก็เหมือนกัน จะเอาธรรมะจากคัมภีร์ไหนก็ตามเถอะ มันก็เท่ากันเช่นเป็นคนซื่อสัตย์ มันก็ซื่อสัตย์เท่ากัน เป็นคนไม่ซื่อมันก็ไม่ซื่อเท่ากันแหละ คนไม่โลภมันก็เหมือนกัน เอาคัมภีร์ไหนมาก็ได้แล้วเราประพฤติตามหลักธรรมนั้นก็ใช่ได้ ถ้าไม่มีการสอนให้เข้ากันเรื่องอย่างนี้มีแต่สอนให้ยึดมั่นถือมั่น ถือเขาถือเราแล้วบางทียังกีดกัน กันเสียอีกน่ะ ไม่ได้ฟังคำสอนศาสนาอื่นอะไรอย่างนี้แหละ
คือนั้นมีคนหนึ่งพูดดี เป็นอิสลามว่า เออ…วิทยุเปิดเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุงมาฟังกันได้พวกเราล่ะ พระเทศน์ไม่ฟังฮื่อ…พระเทศน์นี่มีนดีกว่าเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุง ท่านสอนไม่ให้เพาะกิเลส ไม่ให้เพาะความชั่ว ไม่ฟังพอได้ยินเสียงพระพูดก็ปิดวิทยุเสียเลย แต่พอเพลงลูกทุ่ง ลูกกรุงมา เปิดก้องบ้านไปเลย นี่มันอะไรกันมี่ แกพูดจาเข้าทีนะไอ้คนนั้นน่ะ นี่จิตใจมันพอเป็นธรรมบ้างคือพอให้คนรู้บ้างว่า อะไรควรทำอะไรไม่ควรทำ หรือว่าไม่ใช่เสียงใในคัมภีร์โกระอ่านเขาไม่ฟัง คือเขาถือว่าเสียงไม่ใช่เสียงในคัมภีร์ พอเราอ่านเขาไม่ฟัง จะฟังแต่เสียงเฉพาะคัมภีร์นั้น อีกอันหนึ่งเขาว่ากับชาวบ้าน แม้จะเป็นคนขี้เมายังไหว้ได้แต่พอแต่งต้วเป็นพระมาแล้วก็ไหว้ไม่ได้ พระกับชาวบ้านอันไหนดีกว่ากัน พระแกดีกว่าชาวบ้าน ประพฤติตามพระวินัยครบถ้วนก็ยังดีกว่าชาวบ้านทั้งหลาย แต่เราพอเจอชาวบ้านยกมือไหว้ เจอกำนันก็ไหว้ เจอผู้กองก็ไหว้แม้เมาก็ไหว้ แต่เจอพระกลับไม่ไหว้ เรื่องอะไรเขาว่าอย่างนั้น เออฟังแล้วมันจะเข้าทีสักหน่อย แสดงให้เห็นว่ามันควรจะเช้ากันระหว่างต่างศาสนา ต่างชาติ ต่างผิวต่างวรรณะ ไม่ควรจะถือกัน คนเรามันโง่ที่มาถือกันอย่างนั้น เช่นการถือผิวในอัฟริกาใต้นั้น โง่ทั้งนั้นมีเรียนปรืญญาสูงๆ แต่ว่ายังโง่ นี่มันโง่เพราะอะไร โง่เพราะความยึดมั่นต้วเดียว อุปาทานว่าฉันผิวขาวนั่นแหละลองเปืดหนังออกดูซิ แล้วเอาเลือดคนผิวขาวกับคนผิวดำมาดูกันซิ มันเลือดสีเดียวกันไม่ใช่อายเลือดแขกดำมันสีดำเมื่อไร ก็แดงนั่นแหละ เลือดผิวขาวก็ไม่ใช่เลือดขาว ถ้าเลือกขาวมันก็ไปป่าช้า มันเป็นโรคเร็งในเส้นเลือดแล้วมันอยู่ไม่ได้ มันแดงทั้งนั้นละ แต่ว่าไม่ได้นึกไปอย่างนั้น มาเถียงกันอยู่ได้
มันคล้ายๆ กับว่าคนมาเป็นตะเกียงดวงหนึ่ง สมัยก่อนนี้ตามโรงพักเขาแขวนตะเกียงไว้ แล้วตะเกียงนั้นมีแก้วหลายสี สีเขียว สีเหลือง สีขาว สีม่วง สีแดงละเขาติดไว้ที่คนมาดูตะเกียง คนหนึ่งมาดูด้านไฟสีเขียวไปบอกว่าตะเกียวสีเขียว ไฟสีเขียว เฮ้ยไฟสีขาว ไอ้นั่นบอกว่าไฟสีแดง อ้ายนั่นบอกไฟสีม่วง เถียงกันอยู่นั่นแหละสามสี่คนนั่งเถียงกันอยู่ จะชกปากกันอยู่แล้ว ว่ามัรไฟสีนั่นสีนี้ แล้วก็มีคนฉลาดอยู่คนหนึ่งบอกว่าอย่าเถียงกันเลย ฉันจะไปเอาตะเกียงมาดูกันดีกว่า เอาตะเกียงมาแล้วเอาแก้วออกหมดแล้วก็ดูว่าไฟมันสีอะไร อ้อไฟมันสีเดียวกัน ดูทางช่องนี้ซิอ้อเหมือนกัน ดูช่องนั้นบ้างช่องนี้บ้างซิมันก็เหมือนกันดูช่องโน้นมันก็เหมือนกัน ดูทุกช่องไฟมันเหมือนกัน เพราะไม่มีแก้วเข้ามาใส่มันก็เป็นอะไร เหมือนกับเราใส่แว่นตาแว่นตาสีชา มองอะไรก็เป็นชาไปหมดละ แว่นตาสีเขียวมองอะไรก็เป็นสีเขียวไปหมด เราใส่แว่นตาสีแดง เอ้อโลกมันจะแดงเถือกไปหมด อันนี้ไม่ใช่ความจริงอย่างนั้น นั่นมันเป็นเพียงมายาที่เราไม่รู้จักกับเรื่องที่แท้จริง เพราะอย่างนี้แหละมนุษย์มันถึงยุ่งกันหนักหนา
ทีนี้พระพุทธเจ้าท่านสอนเราอย่างไร ท่านสอนเราให้เพิกสิ่งที่เป็นมายาออกไป ให้ถอนเปลือกทั้งหลายออกไป ให้ถอนเปลือกทั้งหลายออกไปแล้วเอาแต่เนื้อแท้กัน เนื้อแท้ของคนนั้นนะมันอยู่ที่อะไร ก็อยที่จิตนั่นเอง จิตที่จะรู้สึกนึกคิดในเรื่อยอะไรๆ ต่างๆ ญาติโยมเคยอ่านหนังสือสูตรเวยหล่างหรือเปล่า ถ้าอ่านสูตร เวยหล่างจะพบคำสำคัญหนึ่ง คือขณะที่เด็กน้อยเวยหล่างไปหาอาจารย์ อาจารย์ก็ถามว่า เธอมาจากไหน บอกว่ามาจากทางใต้ บอกว่าคนเมืองใต้ คนป่าคนเยิงจะมาทำไม อาจารย์เล่นงานเอาแล้ว ว่าคนว่าคนเยิงมาจากบ้านป่าเมืองดอย จะมาศึกษาธรรมะ คนป่าคนเยิงจะมาเรียนภาษาธรรมะกับเขาด้วยหรือ อาจารย์พูดสัพยอกอย่างนั้น ไม่ได้ว่าอะไรนักหนา เจ้าเวยหล่างเด็กน้อยตอบว่าอย่างไร บอกว่าแม้จะเป็นคนป่าคนเยิง จิตที่จะรู้ธรรมะก็มีเหมือนกัน อาจารย์บอกว่าตอบเข้าทีดีนี่ ว่าอย่างนั้น เธอตอบเข้าทีดี ไป๊…หุงข้าว ตำข้าวผ่าฟืนดีกว่า ก็ส่งเข้าครัวเสียเลย ไปตำข้าว ไปผ่าฟืน ไปอะไรไปตามเรื่อง ตามฐานะของเด็ก
แต่ว่าคำตอบของเด็กที่ว่าจิตที่มันจะรู้ธรรมะมันมี ไอ้จิตที่จะรู้ธรรมะนะ ไม่ใช่เป็นหญิงนะ แล้วก็ไม่เป็นชายนะ ไม่ใช่เป็นแขก ไม่เป็นผิวดำ ไม่เป็นผิวขาว ไม่เป็นศาสนิกในศาสนานั้นศาสนานี้ แต่มันเป็นจิตล้วนๆ เป็นจิตที่จะเข้าถึงความสงบ ถึงความสะอาด ความสว่าง มันเป็นธรรมะที่จะเข้าถึงความสงบ ถึงความสะอาด ความสว่างมันเป็นธรรมที่จะเข้าถึงเข้าถึงได้มันไม่มีอะไร ทีนี้เราไปเข้าไม่ถึงจุดนั้นหัน ไปติดอยู่ข้างนอกเลยไม่เข้าถึงเนื้อแท้ ถ้าทุกคนที่นับถือศาสนาพยายามเข้าถึงตัวแท้ตัวจริงแล้ว เรื่องทะเลาะกันก็ไม่มี เราสามารถจะเข้ากันได้ เราฟังอะไรมันเป็นธรรมะทั้งนั้นแหละ จะไปฟังพระฝรั่งเทศน์มันก็เป็นธรรม ไปฟังฮินดูเทศน์ก็เป็นธรรม ไปฟังพวกอิสลามพูดเป็นธรรมกก็เป็นธรรม มันธรรมทั้งนั้นมันไม่มีอะไรที่จะไปทะเลาะกัน
คนที่ทะเลาะกันนั้นเป็นคนที่ไม่มีธรรมะขณะทะเลาะไม่มีธรรมะ เราเถียงกันนี่ไม่มีธรรมะอะไร มันมีแต่ความโกรธ มีแต่ความเกลียด มีแต่ความถือตัวถือตน สำคัญตนผิดอย่างนั้น สำคัญอย่างนี้ เถียงกันจนหน้าแดง มันไม่มีธรรมเวลานั้น สามีภรรยานี้อยู่ในบ้านมีธรรมะทั้งสองฝ่ายไม่ทะเลาะกันเลย ไม่มีเถียงกัน ไม่มีอะไรถ้าฝ่ายหนึ่งดังขึ้นมาฝ่ายนั้นก็เงียบเสีย เพราะฝ่ายหนึ่งรู้ว่านั่นมันไม่เป็นธรรม เมื่อความไม่เป็นธรรม เมื่อความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้นแก่ฝ่ายหนึ่ง แล้วเราจะไปเพิ่มความไม่เป็นธรรมมเกิดขึ้นอีกทำไม เราเงียบเสียดีกว่า ไอ้คนที่ไม่เป็นธรรมมานึกขึ้นได้ว่ากูนี่เลอะอยู่คนเดียวก็ละอาย พอละอายก็หยุดเรื่องมันก็สงบเท่านั้นเอง
แต่ที่มันไม่สงบก็เพราะว่า แข่งกันสร้างความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้นในใจ เราไม่ทำไม่แข่งกันสร้างในความเป็นธรรม แต่ไปสร้างในความไม่เป็นธรรมให้เกิดขึ้น เลยทะเลาะกัน แล้วพอทะเลาะกันแล้วต่างคนก็ต่างคนก็ว่ากูไม่ยอม กูไม่ยอม ไอ้คำว่ากูไม่ยอมนั่นคืออะไร นั่นแหละตัวอธรรมแท้ๆ แหละที่เข้ามาครองร่างเราอยู่ เราไม่เป็นไทยแล้ว เราไม่เป็นมนุษย์ ไม่เป็นพุทธบริษัทแล้ว แต่ว่าเป็นอะะไร เป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรม ความไม่เป็นธรรมเข้ามาครองร่าง มาบังคับขับไส เคี่ยวเข็ญเย็นค่ำร่ำไปแล้ว ตามวิสัยเชิงเช่นผู้เป็นนายไปแล้วทีนี้ นี่แหละมันไปกันใหญ่ละ ต่างคนต่างก็เพาะเชื้อแห่งความไม่เป็นธรรมเกิดขึ้น ตีกันทะเลาะกันยิงกันตายทั้งสองฝ่าย แต่ผลที่สุดก็ปิดฉากกันเท่านั้นเอง นี่คือตัวอย่างที่เห็นกันง่าย
เพราะฉะนั้นในสังคมปัจจุบันนี้ เราทั้งหลายจึงควรจะได้นึกไว้ในใจว่า ตัวเราแท้คือธรรมะ ธรรมะนั้นคือความสงบ คือความสะอาด คือความสว่างที่อยู่ในตัวเรา แต่บางครั้งความสว่างหายไป มีความมืดเข้ามาแทน บางครั้งความสงบหายไป มีความวุ่นวายความทุกข์เข้ามาแทน ความสะอาดหายไป มีความสกปรกเร่าร้อนเข้ามาแทน เราจึงต้องคอยสังเกตดูจิตของเรา เวลาใดมันมืดต้องขจัดความมืดออกไป จุดตะเกียงส่องเข้าไป ตะเกียงนั้นคือนึกถึงธรรมะ เรานึกถึงพระพุทธเจ้า นึกถึงพระธรรม นึกถึงพระสงฆ์ พอนึกถึงพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ใจมันก็สว่างขึ้นมา รู้สึกตัวว่ามแหมเผลอไปหน่อย แล้วเราก็กลับใจมาอยู่ในที่สว่างต่อไป พอรู้สึกว่าเราอยู่ในที่สกปรก เราก็ต้องรู้ว่าไอ้นี่ไม่ใช่กูแล้วไม่ใช่ตัวเดิมแล้ว แต่เป็นสิ่งที่แทรกแซงเข้ามา แทรกซึมเข้ามาอยู่ในใจของเรา เราต้องเอาเจ้านี่ออก การจะเอาออกนั้นก็ต้องเพ่งลงไป เพ่งว่าสิ่งนี้คืออะไร กิเลสมันไม่ทนต่อความเพ่ง พอเราเพ่งมันละลายไปเลยแหละ ไอ้เจ้าตัวปัญญาที่เราเอามาเพ่ง ทำให้กิเลสละลายหายไป ก็เหลือแต่ความสะอาดเป็นตัวเดิม ถ้าวุ่นวายขึ้นมา เราก็รู้ว่าไอ้ตัวนี้มาอีกแล้ว มาทีไรแล้วทำให้ยุ่งทุกที เพราะมันทำความเดือดร้อน เราก็เอาปัญญาเข้าไปเพ่ง พอเอาปัญญาเข้าไปเพ่งเจ้าความวุ่นวายมันสงบลง เราก็เป็นตัวเองต่อไป
อันนี้ต้องหมั่นคอยสังเกตควบคุมตัวเองไว้ตลอดเวลา การควบคุมตัวเองนั้นก็ควบคุมด้วยสติของเรานั่นเอง ต้องหัดทำตนให้เป็นคนมีสติสมบูรณ์ มีสติก็หมายความว่าให้รู้ตัว ให้รู้สึกตัวว่าเรากำลังคิดทำอะไร กำลังพูดอะไรให้รู้สึกตัวว่ากำลังคิดอะไร กำลังพูดอะไร เรากำลังจะทำอะไร เรากำลังจะไปที่ใด ไปหาใคร แล้วก็ตั้งปัญหาถามต่อไปว่า ไอ้สิ่งที่เราจะทำนั้นมันคืออะไร มันเป็นกุศลหรือเป็นอกุศลล่ะ มันเป็นบุญหรือเป็นบาป เป็นเหตุให้เกิดสุขเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ อะไรขึ้นมาต้องตรวจ ต้องตรวจ ต้องสอบต้องวิจัยค้นคว้าด้วยตัวของเราเอง โดยอาศัยปัญญาที่ได้รับไปจากการอ่านการฟังนี่แหละ
การอ่านการฟังนี่ เรียกว่าเป็นปัญญาขั้นพื้นฐาน สำหรับเอาไปไว้เป็นแว่น ส่องดูสิ่งทั้งหลายที่มันจะเกิดขึ้นในใจของเรา ถ้าเห็นว่ามันดีส่งเสริมทำต่อไป แต่ถ้าเห็นว่าไม่ได้ความว่าไอ้นี่มาทีไรกูยุ่งทุกที เราก็บอกว่าหยุดไม่เอา บอกให้หยุดเสียอย่าทำอย่างนั้นต่อไป หมั่นทำบ่อยๆ อะไรๆ มันก็จะดีขึ้น จิตใจก็สงบขึ้นสบายขึ้นตามสมควรแก่ฐานะ ขอให้ญาติโยมได้เข้าใจไว้อย่างนี้
นี่คือธรรมะสำหรับแก้ร้อน เอาไปใช้ แต่ว่าร่างกายมันก็ยังร้อนอยู่นั่นแหละเหงื่อก็ยังโทรม ญาติโยมนั่งตรงนั้นไม่ร้อนเท่าไรมีพัดลม อาตมายืนตรงนี้รู้สึกว่าร้อนเหลือเกิน ถ้าหากว่าไม่เคยเทศน์ก็จะเทศน์ไม่ไหวร้อนเต็มที แต่ว่าเพราะเคยมันก็เทศน์ได้ เรื่องร้อนมันก็ไปได้เท่านั้นเอง วันนี้พูดมาก็สมควรแก่เวลา.
| ถ้าท่านทั้งหลายได้พบ หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ ก็คงจะมีความเห็นคล้ายกันว่าท่านเป็นหลวง ตาที่มีความสงบ และพูดน้อยเช่นเดียวกับหลวงตาที่พบเห็นทั่วๆไป แต่ถ้าได้สังเกตตัวท่านบ้างก็จะรู้สึก ว่าท่ามกลางความสงบนั้น ท่านมีความตื่นตัว รู้ตัวเองอยู่ตลอดเวลา และเมื่อมีโอกาสซักถามปัญหา ต่างๆ ก็ได้ประสบกับความมหัศจรรย์ของหลวงตา ผู้ที่เกือบจะเรียกได้ว่าไม่รู้หนังสือ ที่เน้นสอนเรื่องสติ อย่างเดียวมาตลอด ท่านได้แสดงออกถึงปัญญาอันหลักแหลม โดดเด่นในการตอบปัญหาแทบจะเรียก ได้ว่า “เหลือเชื่อ” สำหรับผู้ที่ไม่เคยผ่านการศึกษาเล่าเรียนในรูปแบบที่เรายอมรับและยกย่องกัน ท่าน สามารถตอบชี้แจงด้วยคำพูดที่ง่าย กระชับ เต็มไปด้วยความหมาย เข้าใจได้ชัดเจน หมดข้อสงสัยใดๆ ทั้งสิ้น |
| ไม่ว่าจะเรียกขานท่านในชื่อใด สมญานามใดก็ตาม ไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่ท่านสอนหรือตอบ นั้น แม้ในคำถามพื้นๆธรรมดาที่เราสงสัยก็เต็มไปด้วยคุณค่า เปรียบได้ดังกับการจุดไม้ขีดไฟให้ความ สว่างในความมืด ทำให้เห็นหนทางหรือเกิดความสว่างในปัญญา อันเป็นประโยชน์แก่ผู้ต้องการ และ แสวงหา ที่อยู่ท่ามกลางความมืด ความไม่รู้ ความสงสัย และ ความไม่เข้าใจทั้งหลายไม่มากก็น้อย |
| คำตอบและข้อคิดเห็นต่อไปนี้ได้จากคำถามที่ข้าพเจ้า และคณะแพทย์ผู้รักษาได้ถามท่านใน ช่วงเวลา 5 ปี สุดท้าย ขอบันทึกไว้เพื่อว่าจะเป็นประโยชน์บ้าง ทั้งนี้ ไม่ได้หวังเพื่อยกย่องเชิดชู หรือ ชักจูงให้เลื่อมใสโดยปราศจาก วิจารณญาณไตร่ตรอง ซึ่งเป็นเอกสิทธิ์ของแต่ละบุคคลที่เราพึงเคารพ |
| ศาสนา |
| หลวงพ่อกล่าวถึงศาสนาว่า “ศาสนา คือ คน” เมื่อฟังหรืออ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจจึงได้ถามท่าน ว่าศาสนา คือ “คน” จริงหรือไม่ ท่านตอบว่า“ศาสนาเป็นเพียงคำที่เราเรียก คำสอน คน โดย คน ที่ถือ ว่าเป็นผู้รู้ มีหลายอย่างถ้าจะให้พูดเรื่องศาสนา จะมีแต่ทำให้เกิดข้อสงสัยและโต้เถียงกันขอไม่พูด แต่ ถ้าอยากรู้ว่าความจริงของชีวิตเป็นอย่างไร จะเล่าให้ฟัง เมื่อรู้แล้วจะหมดสงสัยในคำว่า “ศาสนา” |
| ธรรมะไม่ใช่เสื้อผ้า |
| หลวงพ่อเคยกล่าวว่า ท่านเคยมีความเข้าใจผิดคิดว่า ธรรมะ เป็นสิ่งนอกกายเหมือนกับเสื้อผ้า ที่จะต้องเสาะแสวงหามาห่อหุ้มสวมใส่ แท้ที่จริงแล้วธรรมะนั้นมีอยู่ในตัวเรานี่เอง |
| การศึกษาธรรมะ |
| ท่านเคยกล่าวถึงการศึกษาธรรมะว่า “การศึกษาธรรมะเพียงเพื่อเอาไว้พูดคุยและถกเถียงกันนั้น ได้ประโยชน์น้อย เราต้องนำมาใช้และปฏิบัติให้ถึงที่สุด จะได้ประโยชน์มากกว่า” |
| การปฏิบัติธรรม |
| เคยถามท่านว่าทำไมการสอน และ การปฏิบัติธรรม จึงมีความแตกต่างกันไปตามสำนักต่างๆ ทั้งๆที่ มีพระพุทธเจ้าองค์เดียวกัน ท่านตอบว่า “เรื่องนี้เป็นธรรมดา แม้ในสมัยพุทธกาลก็มีคนกล่าวว่า มีตั้ง 108 สำนัก แต่ละแห่งก็ต้องว่าของตัวถูกต้อง อีก 107 แห่งเป็นมิจฉาทิฏฐิ ตัวเราเอง จะต้องเป็น คนไตร่ตรองพิจารณาเอง การที่เป็นคนเชื่อง่าย หรือเป็นคนเชื่อยากไม่ฟังคนอื่น ต่างก็ไม่ดีทั้งนั้น ถ้า การปฏิบัติดังกล่าวทำให้ทุกข์หมดไปถือว่าใช้ได้ สำหรับเรื่องธรรมะนั้น คนที่รู้ธรรมะที่แท้จริง จะต้องรู้ อย่างเดียวกัน เมื่อมีคนถามถึงการปฏิบัติธรรมะในรูปแบบอื่นๆว่าดีหรือไม่ ท่านกล่าวว่า“ดีของเขาไม่ใช่ ดีของเรา” |
| การศึกษาทำให้คน ดี ชั่ว จริงหรือไม่ ? |
| เคยถามว่า ทำไมผู้ที่เคยบวชเรียนมามาก บางคนเมื่อสึกไปแล้ว กลับประพฤติตัวเหลวไหลยิ่งกว่า ชาวบ้านที่ไม่เคยบวชเรียนเลย หลวงพ่อตอบว่า“คนเหล่านั้นเรียนแต่ตัวหนังสือ ไม่เคยเรียนรู้ ตัวเอง” |
| คนตายทำประโยชน์ได้น้อย |
| ท่านได้พูดถึงการศึกษาปฏิบัติธรรมะว่า ควรทำตอนชาตินี้ ไม่ควรคอยตอนตายแล้ว “ คนตายแล้ว ทำประโยชน์ได้น้อย คนเป็นทำประโยชน์ได้มากกว่า ” |
| ทำไมจึงแสวงหาธรรมะ |
| ข้าพเจ้าเคยเรียนถามท่านว่า ท่านมีแรงบันดาลใจอย่างไรจึงแสวงหาธรรมะ ท่านตอบว่า “ท่าน เคยทำบุญทำทานมาตลอด ทอดกฐินอยู่เสมอ ครั้งสุดท้ายในงานทอดกฐิน ท่านได้มีปัญหาในเรื่องที่ จะทำบุญกับคนในบ้าน ท่านจึงคิดว่าทั้งๆ ที่ท่านทำบุญให้ทานก็มากแล้ว ทำไมจึงยังมีความทุกข์เกิด ขึ้นได้อีก ท่านจึงตัดสินใจที่จะแสวงหาธรรมะที่จะพ้นทุกข์ได้ตั้งแต่บัดนั้น” |
| ทำไมจึงบวช |
| ตามที่ทราบ ท่านได้รู้ธรรมะตั้งแต่เป็นฆราวาส ทำไมท่านจึงบวช ท่านตอบว่า“พระภิกษุเป็นสมมติ สงฆ์ การบวชทำให้สอนคนได้ง่ายขึ้น” |
| รู้จักหลวงพ่อเทียนไหม ? |
| ท่านเคยเล่าให้ฟัง เมื่อตอนที่ท่านกำลังคอยรับการฉายรังสีที่โรงพยาบาลรามาธิบดี มีคนถาม ท่านว่า “หลวงพ่อรู้จักหลวงพ่อเทียนไหม” ท่านตอบว่า “พอรู้จักบ้าง” หลังจากที่ได้พูดคุยเรื่องธรรมะ กับท่านแล้ว คนนั้นก็สงสัยจึงถามอีกว่า “ท่านคือ หลวงพ่อเทียนใช่ไหม” หลวงพ่อจึงตอบว่า “ ใช่ ” |
| หลวงพ่อเทียนสอนแบบฉีกตำรา ? |
| ข้าพเจ้าได้เรียนถามท่านว่า คนทั่วไปย่อมยึดถือพระไตรปิฎกเป็นตำราในการศึกษาพุทธศาสนา แต่เวลาหลวงพ่อสอนไม่ค่อยเห็นพูดถึงเลย ท่านให้ความเห็นว่า “พระไตรปิฎกนั้นจารึกหลังพระพุทธ เจ้าปรินิพพานหลายร้อยปี และคัดลอกต่อกันมานับพันปี คนเขียนคงเขียนดีแล้ว แต่คนอ่านจะเข้าใจ เหมือนคนเขียนหรือไม่ ยังสงสัย ถ้าจะเอาแต่อ้างตำรา ก็เหมือนกับว่าเราต้องรับรองคำพูดของคนอื่น ซึ่งหลวงพ่อไม่แน่ใจ แต่สิ่งที่เล่าให้ฟังนั้น ขอรับรองคำพูดของตัวเอง เพราะจากประสบการณ์จริงๆ” |
| “ตำราเปรียบเสมือนแผนที่ เหมาะสำหรับผู้ที่ยังไม่รู้ทางไป หรือ ยังไปไม่ถึงจุดหมายผู้ที่ไปถึง แล้วแผนที่ก็หมดความหมาย” |
| “พระไตรปิฎกเขียน ด้วยภาษาอินเดีย เหมาะสำหรับคนอินเดียหรือคนเรียนภาษาอินเดียอ่าน แต่ ธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องผูกขาดของคนใดคนหนึ่ง เป็นเรื่องอยู่เหนือ ภาษา เชื้อชาติ เพศ และ เวลา ถ้าเรารู้ธรรมะที่แท้จริงแล้วจะต้องรู้และเข้าใจในภาษาของเราได้” |
| “การศึกษาพระไตรปิฎกนั้นดี แต่อย่าให้ติดและเมาในตัวหนังสือ มะม่วงมีชื่อเรียกหลายอย่าง หลายภาษา อย่ามัวแต่ถกเถียงตีความ หรือยึดถือว่าจะต้องเรียกอย่างไร แล้วปล่อยให้มันเน่า ใครที่ได้ กินมะม่วงก็ย่อมรู้ว่ารสมะม่วงเป็นอย่างนั้นเอง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออะไร หรือไม่มีชื่อเลยก็ตาม” |
| พระเครื่อง |
| ก่อนที่จะทราบว่าท่านเป็นใคร ข้าพเจ้าได้พบท่านในขณะที่ข้าพเจ้ากำลังสนใจพระเครื่อง เป็น อย่างยิ่ง ได้เอาพระนางพญาพิษณุโลกมาอวด เพื่อที่จะได้ถือโอกาสขอพระเครื่องจากท่านโดยอวดว่า พระนางพญาพิษณุโลกนี้เป็นพระเครื่องที่เก่าแก่สร้างมาตั้ง 700 ปีแล้ว ท่านถามว่า “พระองค์นี้ทำจาก อะไร” เมื่อข้าพเจ้าตอบว่า ทำจากเนื้อดินเผา แกร่ง สีเนื้อมะขามเปียกมีแร่ต่างๆปรากฏอยู่เต็ม ท่าน ตอบด้วยความสงบว่า “ดินนั้นเกิดมาพร้อมกันตั้งแต่สร้างโลก พระองค์นี้ไม่ได้เก่าแก่ไปกว่าดินที่เรา เหยียบก่อนเข้ามาในบ้านนี้หรอก” เพียงประโยคเดียวที่ทำให้ข้าพเจ้าถอดพระเครื่องออกจากคอได้ อย่างมั่นใจที่สุด |
| มีคนถามท่านว่าแขวนพระดีหรือไม่ ท่านตอบว่า “ดี แต่มีสิ่งที่ดีกว่าแขวนพระ จะเอาไหม” |
| ในโอกาสหนึ่งมีคนถามเรื่องเครื่องรางของขลังของเขาว่า มีอานุภาพตามที่เล่าลือหรือไม่ ท่าน ถามว่า “คนทำตายหรือยัง” เมื่อตอบว่าคนที่ทำได้ตายแล้ว เพราะเป็นของมรดกตกทอดกันมา ท่าน ตอบว่า“คนที่ทำยังตายเลย แล้วเราจะหวังสิ่งนี้ ช่วยไม่ให้เราตายได้อย่างไร ” |
| เรื่องของพระพุทธเจ้า |
| เคยมีการกล่าวถึงปัญหาพระบรมสารีริกธาตุว่าเป็น แก้ว ผลึก หรือ เป็นเพียงกระดูกที่ไฟเผา เมื่อได้ขอความเห็นท่านกลับตอบว่า “ เรื่องของพระพุทธเจ้าไม่ใช่เรื่องของเรา เรื่องของเราไม่ใช่เรื่อง ของพระพุทธเจ้า แต่พระพุทธเจ้าทรงสอนให้เรารู้จักเรื่องของเรา เมื่อรู้เรื่องตัวเองดีเแล้ว ถึงพระพุทธ เจ้าจะเสด็จมาหรือไม่ก็ไม่เป็นปัญหา ” |
| ปัญหาปลีกย่อย |
| หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า คนจำนวนไม่น้อยที่มาหาท่านแล้วถามแต่ปัญหาปลีกย่อย เช่นทำบุญ เช่นนี้ได้บุญแค่ไหน ชาติหน้ามีจริงหรือไม่ …ฯลฯ มีน้อยครั้งที่จะมีคนถามว่า พุทธศาสนาสอนอย่างไร จะเอาไปใช้ได้อย่างไร หรือที่จะทำให้ทุกข์น้อยลงควรทำอย่างไร ครั้นจะให้หลวงพ่อถามเองตอบเอง ก็ดูกระไรอยู่ |
| อดีต ปัจจุบัน อนาคต |
| ท่านกล่าวอยู่เสมอว่า อดีตผ่านไปแล้วแก้ไขไม่ได้ อนาคตก็ยังมาไม่ถึง มีแต่ปัจจุบันนี้ที่เรายัง ทำอะไรได้ ถ้าทำดีวันนี้ วันนี้ก็จะเป็นอดีตที่ดีของวันพรุ่งนี้ และ วันพรุ่งนี้ก็จะเป็นอนาคตที่ดีของวันนี้ ที่ทำดีแล้ว จะไปห่วงอะไรกับสิ่งที่แก้ไขไม่ได้ และสิ่งที่ยังมาไม่ถึงที่แก้ทุกข์ในปัจจุบันนี้ไม่ได้ |
| อริยบุคคล |
| หลวงพ่อกล่าวว่า “ในทางร่างกาย อริยบุคคลกับคนธรรมดานั้นไม่ต่างกัน มีแต่เรื่องจิตใจเท่านั้น ที่อริยบุคคลดีกว่า เหนือกว่าบุคคลธรรมดา” |
| เรื่องของพระอานนท์ |
| ข้าพเจ้ามีความสงสัยตลอดมาว่า ทำไมพระอานนท์ จึงไม่ได้เป็นพระอรหันต์ ทั้งๆที่ได้ยินได้ฟัง รู้คำสอนของพระพุทธเจ้ายิ่งกว่าใครๆ หลวงพ่อตอบว่า “พระอานนท์รู้เรื่องพระพุทธเจ้ามากก็จริงแต่ยัง ไม่รู้จักตนเอง เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จปรินิพพานแล้ว ได้เรียนรู้ตนเอง จึงสำเร็จเป็นพระอรหันต์” |
| พระเวสสันดร |
| เคยเรียนถามว่าเรื่องพระเวสสันดร ซึ่งเป็นตัวอย่างทานบารมี แต่ดูคล้ายกับว่าเป็นคนไม่รับผิดชอบ ต่อบุตร ภรรยา การให้ทานเช่นนี้ทำให้ได้เป็นพระพุทธเจ้าจริงหรือ ท่านตอบว่า “เรื่องพระเวสสันดรเป็น เรื่องเล่าต่อกันมา ถ้าเราคิดว่าจริง เราควรบริจาคทานภรรยาและลูกของเราเอง ให้แก่กรรมกรหรือ ชาวนา ไปช่วยเขาทำงานแล้วเราก็จะได้เป็นพระพุทธเจ้า ถ้าจะเปรียบเทียบใหม่ว่า สิ่งที่ติดตัวเรา ผูกพันเหมือนบุตร ภรรยา ก็คือ ความโลภ ความโกรธ และ ความหลง เราบริจาคหรือทานสิ่งนี้ไปเสีย จะพอเข้าใจได้ไหม” |
| การเชื่อ |
| หลวงพ่อได้กล่าวอยู่เสมอว่า เราไม่ควรด่วนเชื่อทันที และไม่ควรปฏิเสธทันทีเช่นกัน ควรพิจารณา ไตร่ตรองให้ดี หรือทดลองเสียก่อนจึงจะเชื่อหรือไม่เชื่อ ในพุทธประวัติก็มีตัวอย่าง เช่น องคุลีมาล เป็นคนที่เชื่อง่าย อาจารย์สั่งให้ฆ่าคนตั้งมากมายก็ยังทำ หรือ เมื่อปริพาชกพบพระพุทธเจ้า ทั้งๆที่ พระองค์มีลักษณะน่าเลื่อมใส แต่ก็ไม่เชื่อว่า พระองค์ตรัสรู้ได้ด้วยตัวเอง จึงหลีกไป ไม่มีโอกาสได้ ศึกษาจากพระพุทธเจ้า |
| บุญ |
| เมื่อข้าพเจ้าถามท่านว่า “ทำบุญได้บุญจริงหรือ” ท่านได้ถามว่า “เข้าใจว่าบุญเป็นอย่างไร” เมื่อ เรียนให้ท่านทราบว่า บุญนั้นเข้าใจว่าเป็นผลดี ตอบแทนเมื่อเราตายไปแล้ว ท่านถามว่า “เคยฟังพระ สวดอานิสงส์การทอดกฐินหรือไม่ ที่ว่าจะได้วิมาน และนางฟ้าเป็นบริวารห้าร้อยองค์ หรือพันองค์ จงคิดดูว่าวัดในเมืองไทยมีกี่วัด ถ้ามีการทอดกฐินทุกวัด ทุกปี จะไปหานางฟ้าที่ไหนมาให้ จึงจะพอ เราคิดว่าพระเป็นเสมือนพนักงานธนาคารที่คอยคิดดอกเบี้ยให้เวลาเราตายอย่างนั้นหรือ” |
| ข้าพเจ้าได้ถามท่านต่อว่า ถ้าเช่นนั้นการทำบุญด้วยวัตถุอย่างที่เป็นอยู่ทั่วไปนั้น ท่านเห็นเป็น อย่างไร ท่านตอบว่า “การทำบุญด้วยวัตถุก็เป็นสิ่งที่ดี แต่เป็นเพียงข้าวเปลือก เอาไว้ทำพันธุ์ ถ้าเราจะ กินให้ได้ประโยชน์ ต้องกินข้าวหุงหรือข้าวนึ่งสุก ไม่ใช่ข้าวสาร หรือ ข้าวเปลือก การหลงติดอยู่กับการ ทำบุญด้วยวัตถุ อย่างงมงาย เป็นความหลงที่อยู่ในความมืดที่เป็นสีขาว”“บุญเหนือบุญก็คือ การรู้จัก ตัวเองไม่มีทุกข์นี้แหละ” |
| ทำดี ทำชั่ว |
| เคยถามท่านว่า มีคนสงสัย ทำดีได้ดีทำชั่วได้ชั่วจริงหรือไม่ ท่านให้ความเห็นว่า ดี ชั่ว เป็นเรื่อง ของสังคมกำหนด ดี ในที่หนึ่ง อาจจะเป็น ชั่ว อีกที่หนึ่ง เราควรพูดให้เข้าใจใหม่ว่า “ ทำดีมันดี ทำชั่ว มันชั่ว ” |
| บังสุกุล |
| เคยถามท่านว่า “เวลาเราบังสุกุลให้ผู้ตาย เขาได้หรือไม่” ท่านตอบว่า “การบังสุกุลเป็นเพียง ประเพณีที่คนอยู่ทำขึ้น เนื่องจากยังห่วงใยในคนที่ตายไปแล้ว ที่ว่าคนตายจะได้หรือไม่ยังสงสัย แต่ผู้ที่ ได้แน่ๆ คือ พระ เราคิดว่าพระทำหน้าที่แทนบุรุษไปรณีย์ได้หรือ ?” |
| พระกราบโยม |
| ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เมื่อท่านไปประเทศลาวได้รับนิมนต์สวดต่ออายุให้แม่ของชาวบ้าน หลวงพ่อ ไม่สวด เจ้าภาพเขาจึงไม่ถวายจตุปัจจัย หลวงพ่อได้ชี้แจงเรื่องการต่ออายุพ่อแม่ว่า ต้องกระทำดีต่อ พ่อแม่ ไม่ใช่เพียงแต่มีการสวดมนต์แล้วหวังจะให้พ่อแม่มีอายุยืนและได้พาลูกๆ กราบพ่อแม่เป็นครั้ง แรกตามท่าน ชาวบ้านที่อยู่ในเหตุการณ์ก็ฮือฮากันว่าผิดประเพณี ไม่เคยเห็นพระกราบโยมซึ่งหลวงพ่อ กล่าวว่า “ที่อาตมาพาลูกกราบแม่ตามอาตมานั้น อาตมาไม่ได้กราบโยม แต่อาตมากราบตัวเอง ที่ สามารถสั่งสอนคนให้เข้าใจได้ว่า การต่ออายุที่แท้จริงนั้นเป็นอย่างไร” |
| กราบผ้าเหลือง |
| ข้าพเจ้าเคยกล่าวกับท่านว่า เราเองไม่ทราบว่าพระองค์ไหนจะเป็นพระแท้ หรือเป็นเพียงกาฝากของ ศาสนา เพียงเห็นผู้ที่โกนศีรษะห่มผ้าเหลืองก็กราบแล้วท่านให้ความเห็นว่า “ถ้าหากจะกราบเพียงผ้า เหลือง เวลาผ่านไปแถวเสาชิงช้า มิต้องกราบตามร้านที่ขายเครื่องพระ ตั้งแต่หัวถนนจดท้ายถนนหรือ” |
| การไม่กินเนื้อสัตว์ |
| เคยเรียนถามท่านว่า การไม่กินเนื้อสัตว์ทำให้การปฏิบัติธรรมะดีขึ้นหรือไม่ ท่านตอบว่า “ การที่ จะรู้หรือปฏิบัติธรรมะ ไม่ได้ขึ้นกับการกินอะไรหรือไม่กินอะไร ดูอย่างเจ้าชายสิทธัตถะ ซึ่งอย่าว่าแค่ เนื้อเลย แม้กระทั่งอดข้าวอดน้ำจนเกือบตายก็ยังไม่รู้ธรรมะ เรื่องนี้เป็นเรื่องของปัญญา ” |
| หลงในความคิด |
| หลวงพ่อเคยกล่าวว่า คนเรานั้น คิดอยู่เสมอเหมือนกระแสน้ำ การหลงติดกับความคิดก็เหมือน การตักน้ำมาเก็บไว้ แต่ถ้ามีสติรู้เท่าทันความคิดนั้นๆ ก็เหมือนกับน้ำที่ไหลมาแล้วก็ผ่านไป การหลงติด ในความคิด ทำให้เกิดทุกข์ |
| ทำงานอย่างมีสติ |
| หลวงพ่อกล่าวอยู่เสมอว่า “ คนเรามีหน้าที่ ที่จะต้องทำในสังคมที่ตนอยู่ เป็นธรรมดา การปฏิบัติ หน้าที่โดยมีสติจะได้ผลงานที่สมบูรณ์ ” |
| หินทับหญ้า |
| ข้าพเจ้าเคยถามเรื่องการนั่งสมาธิหรือกรรมฐานว่าเป็นอย่างไร ท่านตอบว่า“การนั่งสมาธิมีมา ก่อนสมัยพุทธกาล ทำให้เกิดความสงบชั่วคราว เมื่อออกมาจากสมาธิก็ยังมีความโลภ โกรธ หลงอยู่ จิตใจไม่เปลี่ยน เปรียบเหมือนกับหินทับหญ้า แม้หญ้าจะฝ่อลง เมื่อหญ้าต้องแสงอาทิตย์หญ้าก็งอกขึ้น มาอีก ต่างกับวิปัสสนาที่ทำให้เกิดปัญญา จิตใจเปลี่ยนแปลงดีขึ้น” |
| ติดสมาธิ |
| ท่านเคยกล่าวเตือนว่า “ การที่ติดอยู่กับรูปแบบของสมาธิ จะเป็นวิธีใดก็ตาม เหมือนกับการนั่ง เรือข้ามฟาก แล้วไม่ยอมขึ้นจากเรือ ทั้งๆที่เรือถึงฝั่งตรงกันข้ามแล้ว เพราะยังหลงสนใจในตัวเรือ เครื่องเรืออยู่ ” |
| วิปัสสนาแล้วเป็นบ้า |
| ได้เรียนถามท่านว่า การนั่งวิปัสสนาทำให้คนเป็นบ้า ตามที่มีจิตแพทย์บางคนกล่าวจริงหรือ ท่านตอบว่า “คนที่ไม่รู้จักจิตใจตัวเองนั้นแหละคือคนบ้า การนั่งวิปัสสนาเป็นการศึกษาให้รู้จักจิตใจ ตัวเอง ถ้านั่งแล้วเป็นบ้าไม่ใช่วิปัสสนา” |
| ทุกข์ |
| เคยมีคนถามท่านว่า ทุกข์คืออะไร ท่านได้เอาของใส่มือให้กำไว้แล้วคว่ำมือและแบมือ ท่านได้ ชี้ไปที่ของซึ่งหล่นจากมือไปสู่พื้นว่า “ นี่คือ ทุกข์ ” ผู้ถามก็เข้าใจทันทีว่า ทุกข์เป็นสิ่งสมมติที่เราสร้าง ขึ้นและยึดถือไว้ปล่อยวางได้ ท่านได้กล่าวถึงผู้ที่เข้าใจโดยเร็วนี้ว่า “ เป็นผู้มีปัญญา ” |
| นักศึกษา |
| หลวงพ่อเคยเปรียบเทียบว่า คนที่ได้รับการศึกษานั้นมี 2 จำพวก พวกแรกเป็นผู้ที่รู้แจ้งหรือรู้จริง เป็นบัณฑิต พูดแล้ว เข้าใจได้เลย อีกพวกหนึ่งเป็นเพียงผู้รู้จักและรู้จำ ซึ่งเวลาพูดจะพูดมาก คำพูด อ้อมค้อม ฟุ่มเฟือยหรือไม่ก็อ้างตำรามากมาย เพื่อชักจูงให้คนเชื่อ ทั้งนี้ เพราะตัวเองไม่รู้จริง |
| แสงตะเกียง |
| ในระยะหลังๆ ที่หลวงพ่อสุขภาพไม่ค่อยดี ภรรยาของข้าพเจ้าได้ปรารภกับท่าน ด้วยความเป็น ห่วงเรื่องการสอนธรรมะ หลังจากที่ท่านจากไปแล้วว่าจะเป็นอย่างไร ท่านตอบว่า “ เรื่องนี้อย่าเป็นห่วง เลย ตราบใดที่ยังมีคนอยู่ก็จะมีคนรู้ธรรมะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว เพราะธรรมะไม่ใช่เรื่องผูกขาดเป็นของ ส่วนตัว ธรรมะมีมาก่อนสมัยพุทธกาล แต่พระพุทธเจ้าเป็นคนแรก ที่ทรงนำมาสอน และเผยแพร่ คนที่รู้ ธรรมะนั้น เปรียบได้เหมือนกับตะเกียงที่จุดสว่างขึ้นในความมืด คนที่อยู่ใกล้จะเห็นชัด คนที่อยู่ไกลก็ เห็นชัดน้อยลง สักพักหนึ่งตะเกียงจะดับไปและจะมีการจุดตะเกียงให้สว่างขึ้นอีกเป็นครั้ง คราว ” |
| เรียนกับใคร |
| ในการเข้ารักษาตัวครั้งสุดท้ายที่โรงพยาบาลสมิติเวช ท่านปรารภว่าการเจ็บป่วยคราวนี้เป็นเรื่อง ที่หนัก ท่านเองก็ได้แต่เฝ้าดูลมหายใจของตนเองว่าจะหยุดเมื่อใด ข้าพเจ้าจึงได้ถามตรงๆว่า เมื่อสิ้น หลวงพ่อแล้วจะแนะนำให้ศึกษาธรรมะกับใคร จึงจะได้ผลดีที่สุด ท่านตอบว่า “ จงศึกษาธรรมะจาก ตัวเอง ดูจิตใจตัวเองดีที่สุด ” |
| ผู้ที่เข้าใจท่านพูด |
| เคยถามท่านถึงจำนวนผู้ที่เข้าใจหลังจากที่ได้แสดงธรรมะหรืออบรมว่ามีสักเท่าใด ท่านตอบว่า “คงจะได้สัก 10-15% เรื่องนี้เป็นธรรมดา คนที่พร้อมจึงจะเข้าใจได้ คนส่วนใหญ่ติดการทำบุญ” |
| เชือกขาดเป็นอย่างไร |
| เมื่อได้อ่านประสบการณ์ของท่านที่กล่าวว่า ในช่วงสุดท้ายมีความรู้สึกเหมือนเชือกขาดจากกันนั้น เข้าใจได้ยาก ท่านได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “คำพูดเป็นเพียงการสมมติ ว่าเสียงนั้นๆหมายถึงอะไร มันไม่มี คำพูดที่จะอธิบายภาวะดังกล่าว ถ้าเราเอาสีขาวกับสีดำซึ่งห่างกันเพียง 1 เซนติเมตรค่อยๆผสมให้กลืน กัน ตรงกลางเราเรียกว่าสีเทาใช่ไหม แต่ถ้าหากสองสีนี้ห่างกัน 10 เมตร แล้วให้สีทั้งสองค่อยๆ กลืน กัน จะให้อธิบายว่าจุดๆหนึ่งระหว่างนั้นเรียกว่าสีอะไร มันไม่มีคำพูดจะกล่าวให้เข้าใจ ต้องรู้เห็นเอง” |
| “เคยเห็นเมฆหน้าฝนไหม มองดูคล้ายเป็นรูปเงาต่างๆ แต่ถ้าเรานั่งเครื่องบินเข้าไปอยู่ในก้อนเมฆ นั้นๆ เราไม่เห็นอย่างที่เห็นก่อนเข้ามาดอก ภาวะดังกล่าวไม่มีคำพูดที่จะอธิบาย มันอยู่เหนือตัวหนังสือ การประมาณคาดคะเนหรือความเข้าใจไปเองว่าจะเป็นอย่างนี้ ต้องรู้เองเห็นเอง” |
| นิพพาน |
| ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า เคยถามโยมผู้ที่เคยอธิษฐานหลังการทำบุญว่า ขอให้อานิสงส์การทำบุญ ทำให้เขาเข้านิพพานในอนาคตกาลด้วยนั้น ท่านถามว่า “โยมเข้าใจว่าจะไปถึงนิพพานเมื่อใด”ชาวบ้าน ตอบว่า “เมื่อตายไปแล้ว”ท่านถามต่อว่า “อยากไปถึงนิพพานจริงๆหรือ”ชาวบ้านตอบว่า “อยากไปถึง จริงๆ” ท่านจึงพูดว่า “ถ้าเช่นนั้นโยมควรตายเร็วๆ จะได้ถึงนิพพานไวๆ” ชาวบ้านตอบด้วยความงงว่า “ยังไม่อยากตาย” ท่านจึงชี้แจงให้ฟังว่า “นิพพานก็อยากไป แต่ทำไมไม่อยากตายเร็ว นี่โยมเข้าใจผิด แล้ว พระพุทธเจ้าไม่เคยสอนให้คนไปนิพพานเมื่อตายแล้ว แต่สอนคนเป็นๆ ให้ไปถึงนิพพานขณะที่ มีชีวิตอยู่” |
| จริง สมมติ |
| ท่านกล่าวว่า คนมีอายุยืนมีความจำและความคิดมากกว่าสัตว์ ครั้นอยู่กันเป็นหมู่มาก จำเป็นต้อง ตั้งหรือสมมติกฎเกณฑ์ขึ้นมา เพื่อให้มีความสงบสุขในสังคม เมื่อเวลาผ่านไปคนรุ่นหลังย่อมหลงยึดว่า สิ่งสมมตินั้นเป็นความจริง เมื่อมีคนบอกว่าสิ่งที่เขาว่าจริงนั้น แท้จริงแล้วมันเป็นสิ่งสมมติ คนส่วนใหญ่ จะไม่ยอมเชื่อ ซึ่งก็เป็นธรรมดา “ที่เรียกว่าเงินนั้นที่จริงแล้วเป็นกระดาษ เมื่อใช้แล้วมีคนยอมรับจึงมีค่า ถ้าไม่ยอมรับก็เป็นกระดาษ ในสังคมปัจจุบันเราใช้เงินเป็นตัวกลางเพื่อแลกเปลี่ยน ชีวิตใดครอบครัวใดไม่มีเงิน จะอยู่ได้ด้วยความ เดือดร้อน เงินซื้อความสะดวกและความพอใจได้ แต่ซื้อความหมดทุกข์ไม่ได้” |
| คนรักษาศีล หรือ ศีลรักษาคน |
| ทำไมจึงต้องคอยรักษาศีล เหมือนรักษาแก้วไม่ให้มันแตก ทำไมเราจึงไม่ประพฤติปฏิบัติตัวให้มี ศีลเล่า ศีลจะได้รักษาเราแล้วจะได้ไม่ห่วงคอยรักษาศีล |
| หนา |
| ข้าพเจ้าเคยนิมนต์ท่านให้ไปสอนผู้ที่เคารพนับถือท่านหนึ่ง ที่คิดและเลื่อมใสในการทำบุญตาม ประเพณีมาก เมื่อได้ถามท่านหลังจากที่ท่านกลับมาแล้ว ท่านตอบว่า “โยมคนนี้เป็นคนหนา เราเคย อ่านพุทธประวัติหรือไม่ เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ ก่อนที่จะไปโปรดปัญจวัคคีย์ พระองค์ได้ระลึกถึง อุทกดาบส และอาฬารดาบส แต่แล้วก็ทราบว่าท่านทั้งสองได้ตายเสียแล้ว หลวงพ่อสงสัยว่าพึ่งจาก กันไม่นาน จะตายทางร่างกายหรือไม่นั้น ยังสงสัย แต่ที่ตายแน่ๆ คือ ความคิด” |
| สมณศักดิ์ |
| เคยถามท่านว่าสมัยพระพุทธเจ้าไม่มีสมณศักดิ์ แต่ทำไมปัจจุบันในเมืองไทยจึงมีมากนัก ดีหรือไม่ ท่านตอบว่า“สมณศักดิ์เป็นเรื่องของสังคม จะเรียกว่าดีก็ได้ หรือไม่ดีก็ได้ แต่เราอยู่ในสังคมของเขา” |
| มงคล |
| ท่านเคยเล่าให้ฟังว่า ท่านเคยถูกนิมนต์ไปเพื่อสวดมงคลในบ้านหลังหนึ่ง ท่านขอร้องให้เอา กะละมังขนาดใหญ่ใส่น้ำ เพื่อจะทำน้ำมนต์แทนบาตร หลังจากท่านได้ทำให้แล้ว ท่านกลับเอาน้ำมนต์ ในกะละมังสาดไปทั่วบ้านแล้วบอกว่า“ช่วยกันเก็บช่วยกันถู อันนี้แหละเป็นมงคล การที่เราใช้น้ำมนต์ ประพรมตัวเราอาจจะแพ้ลูกไม้ใบหญ้าที่ใส่ไว้ในน้ำมนต์ มีอาการผื่นคันขึ้นมาต้องเปลืองเงินทอง ซื้อ หยูกยารักษาอีก แล้วมันจะเป็นมงคลได้อย่างไร” |
| ศาลพระภูมิ |
| เมื่อข้าพเจ้าได้ถามถึงเรื่อง เจ้าที่ ศาลพระภูมิ ว่ามีอิทธิฤทธิ์ให้คุณให้โทษแก่เจ้าของบ้าน จริง หรือไม่ ท่านตอบว่า “จงคิดดู ถ้าเจ้าที่นั้น มีอิทธิฤทธิ์จริงแล้ว ทำไมจึงไม่เนรมิตรบ้านอยู่เอง เนรมิตร อาหารกินเอง ทำไมจึงต้องคอยให้คนสร้างให้ หรือคอยอาหารเซ่นไหว้ ซึ่งน้อยนิดเดียว จะกินอิ่มหรือ” |
| บวช – สึก |
| เมื่อข้าพเจ้าได้ผ่าตัดกระเพาะอาหารท่านออกเกือบหมด และได้แนะนำให้ท่านฉันอาหารจำนวน น้อยแต่บ่อยๆ ท่านเคยปรารภว่า“ท่านปฏิบัติเช่นนี้ วินัยหย่อน จะมีคำครหาได้ อยากไปขอสึก เพราะ ท่านจะเป็นพระหรือไม่ก็ไม่ต่างกัน จิตใจของท่านไม่เปลี่ยนเปลงแล้ว” |
| ตามใจคนอื่น |
| เคยถามหลวงพ่อว่า คนเดี๋ยวนี้มีการศึกษาก็มาก แต่ทำไมจึงยังแก้ทุกข์ไม่ได้ ท่านตอบว่า “ คนส่วนใหญ่ทำตามใจคนอื่น ไม่ทำตามใจตัวเองจึงเป็นเช่นนี้ ” |
| อธิษฐาน |
| ข้าพเจ้าเคยถามท่านว่า ตอนก่อนพระพุทธเจ้าตรัสรู้ใหม่ๆ หลังจากได้ฉันอาหารของนางสุชาดา แล้วได้ลอยถาด ปรากฏว่าลอยทวนกระแสน้ำ ซึ่งดูผิดธรรมชาติ ท่านมีความเห็นอย่างไร ท่านชี้แจงว่า “ ของทุกอย่างย่อมลอยตามกระแสน้ำ เรื่องนี้เป็นการทวนกระแสความคิดที่มีอยู่และเป็นอยู่ ถ้าเราคิด ย้อนกลับขึ้นไปบ้าง ก็จะรู้ความจริงว่าเป็นอย่างไร ” |


ลืมตาเคลื่่อนไหว ใจฮู้ซื่อๆ คือ…หลวงพ่อเทียน โดย พุทธยานันทภิกขุ