รอยธรรมหลวงพ่อเทียน

แบ่งปันสิ่งดีๆ

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑/๑

r1-1
ยกมือเคลื่อนไหวใส่สติ
ขอให้พวกท่านทั้งหลาย
จงตั้งจิตตั้งใจ
ประพฤติปฏิบัติธรรมะ
จงเจริญสติปัฏฐานสี่ เรียกว่า
กายานุปัสสนา เวทนานุปัสสนา
จิตตานุปัสสนา ธัมมานุปัสสนา
พิจารณาสิ่งเหล่านี้ให้เห็นชัดแจ้ง
อยู่ในจิตใจ
ในตำรับตำราว่าอย่างนั้น
แต่ที่ผมจะพูดนี้
ไม่ได้พูดในตำรับตำรา
ผมพูดโดยอุดมการณ์
ที่ผมประสบพบเห็นมา
ให้ท่านมีสติ รู้เท่ารู้ทัน
ในทุกขณะที่เกิดขึ้น
คว่ำมือลง ยกมือไป เอามือมา
เดินหน้า ถอยหลัง เอียงซ้าย เอียงขวา
ก้มเงย พริบตา อ้าปาก กลืนน้ำลาย
หายใจเข้า หายใจออก
ให้มีสติ รู้เท่า รู้ทัน รู้จักกัน รู้จักแก้
รู้จักเอาชนะสิ่งเหล่านี้ได้
นี่เป็นข้อแรก
ข้อที่สองต่อไป
ให้ท่านมีสติคอยดูจิตดูใจ
ของท่านเอง ทุกขณะจิต
ไม่ว่าท่านจะทำการทำงานอะไร
ทุกสิ่งทุกอย่างดูได้
ขอให้ท่านมองเห็นสิ่งนี้อยู่
ทุกขณะจิต

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑/๒

r1-2
เม็ดข้าวทุกเม็ดต้องงอก
ความเป็นเอง หรือว่ามี
มันมีอยู่แล้ว มันเป็นเอง

เหมือนกันกับเอาเม็ดข้าว
ลงไปปลูกไว้ในดิน
แล้วเอาน้ำไปรด
ข้าวทุกเม็ดจะต้องงอก
ต้องตรงขึ้นมาทุกเม็ด
เมื่อเราเจริญอย่างนี้
สามารถรู้จัก เห็นแจ้ง ได้ทุกคน
ไม่ยกเว้น

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๑/๓

r1-3
เอาชีวิตผมไปได้เลย
ถ้าหากท่านทำอย่างนี้ถึง ๓ ปี
ทำให้มันติดกันแล้วยังไม่ปรากฏ
เอาชีวิตของผมไปผลาญก็ได้
ผมกล้ายืนยันได้อย่างนี้
สมกับที่ผมตั้งปณิธานไว้ว่า
เสียสละทรัพย์ออกไป
เพื่อรักษาอวัยวะร่างกาย
และเมื่อร่างกายมันเปื่อยเน่าไป
ผมต้องรักษาชีวิตของผม
ผมจะตัดเนื้อเน่าของผมออกไป
ให้ผมมีชีวิตอยู่ได้
แม้ชีวิตของผมจะสูญหายไปก็ตาม
คำพูดที่ผมกำลังพูดอยู่ในขณะนี้
ผมเข้าใจว่า พระพุทธเจ้าสอนมาอย่างนี้
ชีวิตผมจะสิ้นลงไปในขณะนี้ก็ตาม
ขอให้ผมได้พูดความจริงที่เป็นสัจจธรรม
คำสอนของพระพุทธเจ้านั้น
ฝากไว้กับโลกนี้
ให้เป็นคู่ครองของโลกนี้ไป
ถึงจะสิ้นลมหายใจไปก็ตาม
ผมไม่เสียดายเลย
ผมจึงเอาชีวิตเป็นประกัน
และเดิมพันไว้กับพวกเราในขณะนี้
สุดท้ายนี้ ผมขออ้างอิง
เอาคุณของพระพุทธเจ้า
และคุณพระธรรมคำสอน
ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า
และคุณของพระสาวกของพระพุทธเจ้า
มาเตือนจิตสะกิดใจของพวกเราทั้งหลาย
ขอให้พวกเราทั้งหลายได้ประสบพบเห็น
ในสัจจธรรม คือจิตใจของเราทุกๆ คน
ในขณะนี้ ทุกคนเทอญ

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๒

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๒/๑

r2-1
ก่อนจะมาเป็นหลวงพ่อเทียน
ในระยะนั้นผมเป็นโยม
ฟังเทศน์มาว่า
ถ้าต้องการปฏิบัติธรรม
อย่าไปติดตำราศัพท์แสง
ไปถามคนอื่นไม่ได้
ต้องปฏิบัติด้วยตนเอง
ผมก็เลยไปนึกคิด
จะปฏิบัติธรรมอย่างไร
ผมก็เคยทำมานานแล้ว
เราก็รู้พอสมควร
ผมฟังเทศน์มาแล้วสองปี
ฟังแล้วพิจารณาตัวเอง
เราทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล
ทำกรรมฐานมาแล้ว
แล้วจะมีเรื่องอะไรอีก
ต่อมาเมื่อผมจะไปปฏิบัติแบบนี้
ผมมีกำลังใจชนิดหนึ่ง
คือในขณะนั้นผมทำบุญมหากฐิน
ตามปกติคนทำบุญมหากฐิน
ต้องมีหนัง มีหมอลำ มีเครื่องยั่วยวน
จ้างคนมา มาดู มาชม แล้วก็มาทำบุญ
การทำบุญก็มีอะไร€ต่างๆ สนุกสนาน

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๒/๒

r2-2
ทำบุญให้ทานรักษาศีล
ตอนนั้นแม่บ้านมาถามผม
จะให้เงินค่าหนัง ค่าหมอลำ เท่าไร
เขาพูดแค่นั้นเอง
ผมเกิดไม่พอใจขึ้นมา
ผมรู้สึกหนัก หน่วง
ในใจผม ประมาณน้ำหนักร้อยกิโล
มันถ่วงจิตใจผมหนักลง
เอ๊ะ! ทำไมเราทำบุญ
แต่จิตใจเราเน่าแบบนี้
ผมคิดแบบนี้ทันที
ผมไม่ได้พูดอะไร
หน้าตายังยิ้มได้
แต่ใจมันยิ้มไม่ได้
นี้แหละการทำบุญ ให้ทาน รักษาศีล
การทำสมถะกรรมฐาน
หรือเจริญวิปัสสนาก็ตาม
เมื่อยังมีความหลงผิดอยู่แล้ว
อันนั้นยังไม่เข้าใจในหลักพุทธศาสนา
หรือคำสอนของพระพุทธเจ้าจริงๆ
มอบให้เป็นธุระของเจ้า
ให้เจ้าจัดการแล้ว
ทำไมมาถามอะไรอีก
เขาก็พูดว่า ก็ธรรมดาผัวเมียก็ต้องถามสิ
ผมก็บอกว่าเป็นหน้าที่ของเจ้า
ให้เท่าไรก็ให้ไป
พูดแบบยิ้มๆ แต่ใจมันไม่ยิ้ม ใจมันหนัก
เหมือนเอาหินมาถ่วงคอร้อยกิโล
ผมมาทบทวน เขาพูดแค่นั้น
ทำไมเราเป็นอย่างนี้ ผมนึกในใจ
พอกินข้าวเช้าแล้ว ก็นำกฐินไปทอด
ไปถวายพระ วันนั้นกฐินห้ากอง
เพราะมีคนมาหลายบ้าน
มาขอร้องเอากฐินจากผมไป
ในขณะนั้นผมก็ไม่ด้อยกว่าใคร
แต่ก็ไม่ได้เป็นคนรวย
บ้านซ้ายบ้านเหนือ พี่ๆ น้องๆ
เมื่อไม่มีกฐิน ก็มาร้องขอจากผม
ให้ผมชักชวนเอาเพื่อน แม่ ป้า น้า อา
คนเฒ่าคนแก่
ทำแล้วไปถวายพระสงฆ์ได้
เพราะผมพูดแล้ว คนแก่ๆ เขาเชื่อฟัง
คนหนุ่มก็เชื่อฟัง
ผมพูดกับคนได้หลายระดับ
แม้ไม่ได้มีปัญญามาก
เพราะผมพูดจริง ผมไม่เคยโกหกคน
คนก็เลยเชื่อถือมา
ตามประเพณีของบ้านนอก

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๒/๓

r2-3
ไม่พอใจก็ตกนรกสิ
เมื่อนำกฐินไปถวายพระแล้ว
ตอนเย็นมากินข้าว ก็เลยมาพูดกัน
ขณะนั้นผมมีลูกสองคน
ทำไมเจ้าพูดอย่างนั้น ทำไมต้องถาม
เขาก็ตอบ ถามแบบนี้จะผิดถูกอะไร
ก็ธรรมดา ผัวเมียกันก็ต้องถามสิ
ปรึกษาไม่ได้เหรอ เขาก็พูดย้อน
เมื่อผมตอบไป เขาก็ย้อนกลับมา
ผมก็แพ้เขาทุกครั้ง
ผมหาเรื่องจะเอาชนะ
เขาก็โยนกลับมาทุกที ไม่หยุดเหมือนกัน
หากเจ้าไม่พอใจ เจ้าก็ตกนรกสิ
ผมก็ว่าจริงแล้ว ก็เลยยอมแพ้เขา
เราตกนรกแล้ว เขาไม่ตกนรกกับเรา
ผมยอมแพ้
ทีแรกก็อยากเอาชนะเขาพูดอะไร
พยายามเอาเปรียบเขา
เขาก็พยายามเล่นงานเรา
ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าเนื้อ
ผมก็เลยยอมแพ้

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๒/๔

r2-4
ผมไม่กลับบ้าน
ตอนนี้ผมพูดน้อย
ไม่ได้ให้ความกระจ่างแจ้ง
แก่แม่บ้านเท่าไร
ผมบอกว่าผมจะไปเที่ยวของผม
จะไปที่ไหน
ก็บอกว่าไม่ต้องถามรายละเอียด
เขาก็เลยไม่ถาม เตรียมของให้
ผมได้กระเป๋าแล้วก็ไปเลย
ไปปฏิบัติธรรม
แต่ผมไม่ได้พูดให้เขาฟัง
ว่าจะไปปฏิบัติธรรม
ผมนึกในใจว่า
ถ้าหากว่าผมเอาชนะสิ่งเหล่านี้ไม่ได้
ผมไม่กลับบ้าน ผมจะตายดาบหน้า
เรื่องลูกเรื่องเมีย ผมไม่วิตกกังวล
ผมจะเอาชนะสิ่งเหล่านี้ให้ได้
ผมละอายในใจผม
ละอายเพื่อนฝูงได้
แต่จิตใจไม่ละอาย
ผมก็เลยไป

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๑

r3-1
โลภโกรธหลงไม่มีจริง
วิธีที่ผมจะนำมาพูดในขณะนี้
เพื่อทำความเข้าใจกับพวกเรา
คือให้มีสติ
พระพุทธเจ้าท่านสรรเสริญ
เรื่องการมีสติเท่านั้น
สิ่งอื่นนั้น
พระพุทธเจ้าไม่ได้สรรเสริญเท่าไร
เพราะว่ามันดับทุกข์ไม่ได้
ที่จริงแล้ว ความโลภ ความโกรธ ความหลง
มันไม่มี
เมื่อเราจะหาความโกรธ
ความโลภ ความหลงนั้น
จะไปหาที่ไหน เพราะมันไม่มี
มันไม่มีสมุฏฐาน
มันไม่มีต้นเหตุ
มันไม่มีอะไรทั้งหมดเลย
สมุฏฐาน ต้นเหตุที่ทำให้
ความโกรธ ความโลภ ความหลง เกิดขึ้น
คือเราขาดสติเท่านั้น
เมื่อเรามีสติแล้ว
ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ไม่ต้องมี

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๒

r3-2
คนไม่มีสติเหมือนคนตาย
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอน
ให้เราเจริญสติ
คนขาดสติลงไป
วินาทีหนึ่งก็ตาม
ห้านาทีก็ตาม
ชั่วโมงหนึ่งก็ตาม
สามารถทำให้เราเป็นได้
ทุกสิ่งทุกอย่าง
เป็นสัตว์นรกก็ได้
เป็นเปรตก็ได้
เป็นอสูรกายก็ได้
เป็นสัตว์เดรัจฉานก็ได้
เป็นผีก็ได้
คนใดที่ลืมตัวลงไปขณะหนึ่ง
เรียกว่าคนไม่มีสติ
คนไม่มีสติ
ท่านเปรียบเหมือนคนตาย
แต่ไมใช่ตายหมดลมหายใจ
ตายจากความดีความงาม
มันเน่ามันเหม็น เหมือนอุจจาระ
ร้ายกว่าอุจจาระอีกเสียด้วย
คนไม่มีสติสามารถพูดได้
ทำได้ คิดได้
ทุกสิ่งทุกอย่างที่ผิดๆ
ไปตามอารมณ์ตัวเอง
คนมีสตินั้นสามารถทำให้
เป็นคน เป็นมนุษย์ เป็นเทวดา
หรือเป็นพระอาริยบุคคลก็ยังได้

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๓

r3-3
รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง
คนใดมีสติ
พระพุทธเจ้าสรรเสริญว่า
เป็นผู้นับถือพระพุทธศาสนา
หรือเข้าใกล้พระพุทธเจ้า
เหมือนคำว่า
รู้จำ รู้จัก รู้แจ้ง รู้จริง
รู้แจ้ง รู้จริง นั้น
รู้ด้วยปัญญา
รู้ด้วยญาณ
สามารถบังคับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
สามารถมองเห็นสมุฏฐานความทุกข์ได้

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๔

r3-4
กิเลสไม่มีตัวตน
ความทุกข์นั้นเกิดขึ้น
เพราะเราขาดสติอย่างเดียวเท่านั้น
เมื่อเรามีสติยับยั้งสั่งใจได้
กิเลสทั้งหมดเกิดขึ้นไม่ได้
กิเลสมันไม่มีตัว ไม่มีตน
จะไปหาสมุฏฐานมันได้ที่ตรงไหน
เพราะมันไม่มีที่อยู่ มันไม่มีที่เกิด
เรามองไม่เห็น เมื่อเราขาดสติแล้ว
มันก็เกิดขึ้นมาทันที
พระพุทธเจ้าท่านจึงสอนให้เรามีสติ
ควบคุมเอาไว้
เมื่อมีสติแล้ว
มันสามารถบังคับได้ทุกสิ่งทุกอย่าง
อันนี้เป็นการพูด ส่วนวิธีทำ ทำอย่างไร
วิธีทำนั้น เรามากำหนดรู้เรื่องรูปนาม
เมื่อเรากำหนดรู้รูปนามแล้ว
รูปนามนี้ก็ยังไม่สามารถบังคับได้
เพราะยังไม่รู้สมุฏฐานคือความคิด

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๕

r3-5
คนลืมตัว
คนเราเป็นคนลืมตัว
เกิดจากท้องแม่มาแล้ว
ไม่เคยมองตัวเอง
เมื่อยังเป็นเด็กๆ
ก็มองมารดา
อยากกินนม
เมื่อเราเติบโตขึ้นมา
ก็หาของเล่น
มองของเล่น
เมื่อเป็นหนุ่มเป็นสาว
ก็มองคนนั้นสวย คนนี้ไม่สวย
คนนั้นรวย คนนี้จน
เมื่อเป็นพ่อบ้านแม่เรือน
ก็มองลูกหลาน
มองไร่นา อะไรต่างๆ จิปาถะ
อันนี้เรียกคนลืมตัว

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๖

r3-6
คนไม่รู้ความคิด
วิธีที่ทำง่ายๆ อย่างลัดๆ
จะรักษาศีลก็ได้ ไม่รักษาศีลก็ได้
จะให้ทานก็ได้ ไม่ให้ทานก็ได้
ไปไหนมาไหน อยู่ที่ใดก็ตาม
คอยกำหนดจิตใจ
ที่มันปรากฏเกิดขึ้น
 
เราต้องเห็น ต้องรู้ ต้องเข้าใจ
เมื่อเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ
ความปรากฏเกิดขึ้น มันหยุดทันที
มันไม่ถูกปรุงไป
 
ที่มันถูกปรุงไปนั้น
มันเข้าหลักวิชาเรื่อง
ปฏิจจสมุปบาท
 
อวิชชาแปลว่าความไม่รู้
คือไม่รู้ความคิดนี่เอง
ไม่ใช่ว่าไม่รู้เงินไม่รู้ทอง

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๗

r3-7

แมวจับหนู
รู้ความคิด กับเห็นความคิด
มันคนละเรื่องกัน

รู้คิด มันรู้เป็นเรื่องเป็นราวไป
ความรู้อันนั้น
พระพุทธเจ้าท่านเรียกว่า
ความรู้ของอวิชชา
ความรู้ของวิชชา
มันคิดขึ้นมาเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ
เหมือนกับหนูกับแมว
ถ้าหนูโผล่ออกมา แมวมันจับ
เมื่อแมวจับแล้ว
หนูมันกระดิกตัวไม่ได้
อันนี้ก็เหมือนกัน
ถ้ามันโผล่คิดขึ้นมา
เรามีสติ เราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ
ความคิดมันไม่ต้องถูกปรุงไป
อันนี้เรียกว่ามีสติ
รู้แจ้งเห็นจริง ตามความเป็นจริง
ที่พระพุทธเจ้าท่านสอนเอาไว้
พอรู้อย่างนี้มันไม่มีทุกข์
ความทุกข์ไม่ต้องมี
คือ ความโกรธ ความโลภ ความหลง
ไม่ต้องมี
ความอิจฉาริษยา
เบียดเบียนคนอื่น ไม่ต้องมี
เพราะเป็นคนมีสติแล้ว

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๓/๘

r3-8

นิพพานชาตินี้ได้เลย
ที่เราทำกันทุกวันนี้
เราไม่ได้ทำจุดนี้
เราไปทำเพื่อตายแล้ว
ต้องไปเกิดแดนนิพพาน
หรือไปสวรรค์
เราไม่รู้จักนิพพาน
มันก็ไปนิพพานไม่ได้
ไม่รู้จักสวรรค์
มันก็ไปสวรรค์ไม่ได้
สวรรค์ คนโบราณท่านสอนเอาไว้
อยู่ในอก นรกอยู่ที่ใจ
พระนิพพานก็อยู่ที่ใจนี่
คำว่าใจนี่มันไม่มีตนไม่มีตัว
เราจะไปมองว่าหัวใจ
มันมองไม่ได้
จิตใจที่มันปรากฏ
มันนึกมันคิดขึ้นมานั้น
ซาบซ่านไปทั่วตัว
มันอยู่ที่ตรงไหนไม่รู้
ไม่เห็น ไม่เข้าใจ
เพียงเรามีสติ
มากำหนดความคิด
มันคิดขึ้นมา
มันจะคิดอย่างไรก็ตาม
เรากำหนดรู้ทันที
เมื่อเรากำหนดรู้แล้ว
ความคิดมันหยุด
มันก็เลยไม่ได้ปรุง
อันนี้เรียกว่าวิชชา
แปลว่ารู้แจ้ง รู้จริง
รู้จัก รู้จำ รู้อันนี้ รู้จริงๆ

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๔

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๔/๑

r4-1

เห็นคิดไม่ใช่คิดเห็น
ทีแรกต้องรู้จำ
รู้จำแล้วต้องรู้จัก
รู้จักแล้วก็ต้องทำให้เห็นแจ้ง
รู้แจ้งรู้จริง
 
รู้กับเห็นมันเป็นคนละเรื่อง
ถามบางคนว่า
รู้ความคิด เห็นความคิดมั้ย
เขาตอบว่าเห็น
 
แต่ที่จริงไม่ได้เห็นหรอก
ที่เห็นน่ะ คือความคิดเห็น
 
เห็นนี่มันคิดปุ๊บ เห็นปั๊บ
ให้เราเข้าใจว่า
คิดเห็นกับเห็น
มันเป็นคนละคำกัน
มันเป็นคำสมมติพูดให้ฟัง
 
คิดเห็นนี่
คิดเห็นอันนั้น คิดเห็นอันนี้
คิดเห็นนาย ก คิดเห็นนาย ข
 
เมื่อไม่กี่วันนี้ มีผู้หญิงคนหนึ่ง
เป็นคนอินเดีย มาด้วยกันห้าคน
เป็นคนแขกสามคน
เป็นคนไทยสองคน
 
ผมถามว่ามีแฟนแล้วยัง… มีแล้ว
คนไทยก็มี คนอินเดียก็มี
 
มีลูกกี่คน…
คนแขกมีลูกสองคน
เป็นผู้หญิงหนึ่ง ผู้ชายหนึ่ง
คนไทยมีลูกชายทั้งหมด
 
แล้วแฟนไปที่ไหน…
แฟนไปทำงานที่ซาอุ
คิดถึงแฟนมั้ย… คิดถึงมาก
คิดถึงลูกมั้ย… คิดถึง
 
อันนั้นมันคิดเห็น
มันไม่ได้เห็นความคิด
 
คิดถึงยังเป็นทุกข์

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๔/๒

r4-2
คิดเห็นเป็นสังขาร
คิดเห็นกับเห็นคิด
มันไม่เหมือนกัน
คิดเห็นนี่มันเป็นเรื่องเป็นราว
ทำอย่างนั้นวันนั้น
ทำอย่างนี้วันนี้ พูดอย่างนั้น
คิดเห็น มันเป็น เรียกว่าสังขาร
พอมันนึกว่าจะได้เห็นหน้าแฟน
มันเห็นปุ๊บ ความคิดมันหยุด
อันนี้เรียกว่าความสงบ
เขามาถามว่า อยากทำให้มันสงบ
ไม่อยากฟุ้งซ่าน
ผมเลยพูดให้ฟังว่า
อันฟุ้งซ่านน่ะ มันดีแล้ว
เราต้องดูความคิด
ให้มันเห็นความคิด
อย่าให้มันรู้
อย่าให้มันคิดเห็น
มันรู้ มันคิดเห็น
อันนั้นเป็นความรู้ของอวิชชา
อวิชชาแปลว่าความไม่รู้
แต่มันรู้ มันคิดเห็น
ไม่ได้เห็นความคิด

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๔/๓

r4-3

ทำงานไป ดูความคิดไป
รู้ผิด ปฏิบัติผิด
เมื่อปฏิบัติผิดแล้ว
มันก็ได้ความทุกข์เดิมๆ
เมื่อเราเห็น เรารู้ เราเข้าใจ
อย่างแจ่มแจ้งแล้ว
เราปฏิบัติถูกต้อง
มันก็ได้รับผลที่ดี
ดังนั้นที่ผมได้มาแนะแนว
วิธีปฏิบัติอย่างลัด
อย่างกระทันหัน
เอาไปใช้กับการงาน
แม้จะเป็นพ่อบ้านแม่เรือน
ก็ให้ดูความคิด ให้เห็นความคิด
แล้วก็ทำงานทำการ
ตามหน้าที่พ่อบ้านแม่เรือนของเรา
ทำทุจริตผิดศีลผิดธรรมมันไม่ดี
แม้เป็นครูโรงเรียนก็เหมือนกัน
เราก็ต้องดูความคิด
เรากำลังสอนนักเรียน
นักเรียนกำลังทำอะไรต่างๆ
เราต้องดูใจเรา เห็นใจเรา
เห็นชีวิตเรา
เราก็พูดไปอย่างที่ไม่มีทุกข์
ทำการทำงาน สอนนักเรียน
อย่างที่ไม่มีทุกข์
เป็นตำรวจก็เหมือนกัน
เราก็มีหน้าที่ของเรา
ดูจิตดูใจของเรา
เราทำการทำงานโดยไม่มีทุกข์
เพราะเราดูจิตดูใจ ดูชีวิตของเรา
แต่การงานต้องทำ ไม่ทำไม่ได้
เป็นทหารก็เหมือนกัน
เราสนใจที่อยากดับทุกข์
แต่วิ่งหาเงินหาทอง
ต้องการชื่อเสียง
ยศฐาบรรดาศักดิ์
มันก็เลยดับทุกข์ไม่ได้
เพิ่มพูนเป็นทุกข์ขึ้นมามากขึ้นทุกทีๆ
ปรากฏบ่อยตามหน้าหนังสือพิมพ์
ฆ่ากันตาย ปล้นจี้กันตาย ข่มขืนกัน
คนไทยนับถือศาสนาพุทธ
ให้มีความสำนึก
มีความละอายไว้ในใจ
ไม่ควรที่จะให้มีอย่างนี้
ถ้าหากเราเป็นอย่างนั้นอยู่
บ้านเมืองยังเป็นอย่างนั้นอยู่
เราก็เดือดร้อน
ไม่สมกับที่ว่า
พุทธศาสนาเป็นหัวใจ
เป็นใจกลางของคนไทย
ถ้าหากเราทุกคนช่วยกัน
ทำการทำงานตามหน้าที่ของเราแล้ว
การงานของเรา
คงจะก้าวหน้าลุล่วงไปได้
คนอื่นมาเห็นก็ว่าเมืองไทยนี้
เย็นดี สุขกายสบายใจดี
เพราะเขามาแล้วไม่เดือดร้อน
เจอใครที่ไหนก็ยิ้มแย้มแจ่มใส
คิดอะไรทำอะไร
ให้อภัยกัน ยับยั้งชั่งใจได้
คนไทยไม่เดือดร้อน ไม่วุ่นวาย
มันก็เลยสงบไป
ความสงบมีน้อย เราก็ต้องสร้างไว้
ความสงบอย่างสูงขึ้นไป
เราก็ต้องสร้างไว้
รู้สึก สร้างความสงบ
เรียกว่านิพพานก็ได้

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๔/๔

หลวงพ่อเทียน จิตตสุโภ รอยธรรมหลวงพ่อเทียน เจริญสติแบบเคลื่อนไหว ฮู้ซื่อๆ
สนใจดับทุกข์ ไม่ต้องสนใจนรกสวรรค์
นิพพานนั้นไม่ใช่กายและจิตใจ
ไม่เหมือนกับที่คนพูดไปโดยไม่รู้สึกตัว
 
ตายายท่านสอนไว้ว่า
สวรรค์อยู่ในอก นรกอยู่ในใจ
ไม่ใช่ตายแล้ว
จะไปเมืองสวรรค์เมืองนิพพาน
ชั้นนั้นชั้นนี้
 
ตรงกันข้าม เมื่อทำจิตไปแล้ว
ตายไปแล้วจะไปตกนรกใต้ดิน
อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง
 
นรกใต้ดิน ไม่ต้องไปสนใจมัน
สวรรค์อยู่บนฟ้า นิพพานอยู่บนฟ้า
ก็อย่าไปสนใจมัน
 
เรามาสนใจดับทุกข์
ดับความโกรธ ความโลภ ความหลง
ในขณะนี้
 
พระพุทธเจ้าท่านรู้ ท่านสอนเอาไว้
อดีตที่ผ่านไปแล้ว อย่าไปคำนึงคำนวณ
อนาคตที่ยังไม่มาถึง
อย่าไปคำนึงคำนวณ
 
เราต้องแก้ปัญหาปัจจุบัน
กำลังมีทุกข์อยูนี้
อย่าให้มันเกิดขึ้นมา
ทำการทำงานโดยไม่มีทุกข์
ท่านสอนอย่างนั้น

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๕

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๕/๑

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

ทุกข์เพราะหลง

ทุกข์เกิดขึ้นเพราะมีความหล
เมื่อมีความหลงแล้ว
ทำ พูด คิด อะไรก็ไม่ถูกต้อง

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๕/๒

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

การเจริญสตินี้ต้องทำมากๆ ทำบ่อยๆ

นั่งทำก็ได้ นอนทำก็ได้
ขึ้นรถลงเรือ ทำได้ทั้งนั้น
เวลาเรานั่งรถเมล์ นั่งรถยนต์ก็ตาม
เราเอามือไว้บนขา พลิกขึ้น คว่ำลงก็ได้
หรือเราไม่อยากพลิกขึ้นคว่ำลง
เพียงสัมผัสนิ้วแบบนี้ก็ได้ ให้มีความตื่นตัว
หรือจะกำมือเหยียดมือ อย่างนี้ก็ได้
หรือจะเอามือสัมผัสขาเราอย่างนี้ก็ได้

รอยธรรมหลวงพ่อเทียน ๕/๓

พระพุทธยานันทภิกขุหลวงพ่อมหาดิเรกพุทธยานันโทDirekSaksithDevaNandaการเจริญสติแบบเคลื่อนไหวแนวหลวงพ่อเทียนจิตตสุโภBuddhismVipassanaวิปัสสนาศาสนาพุทธพุทธศาสนา

ไม่มีเวลาที่จะทำ

บางคนบอกทำไม่ได้ มีกิเลส

ถ้าเราตั้งใจแล้ว ต้องมีเวลา
มีเวลาเพราะเราหายใจได้
เราทำการทำงานอะไร ให้มีความรู้สึกตัว
เช่น เราเป็นครูสอนหนังสือ
เวลาเราจับดินสอเอามาเขียนหนังสือ
เรามีความรู้สึกตัว
เขียนตัวหนังสือไปเราก็รู้
อันนี้เป็นการเจริญสติแบบธรรมดาๆ
ศึกษาธรรมะ ธรรมชาติ
เวลาเราทานอาหาร เราเอาช้อนไปตัก
เอาข้าวเข้ามาในปากเรา เรามีความรู้สึกตัว
ในขณะที่เราเคี้ยวข้าว เรามีความรู้สึกตัว
กลืนข้าวเข้าไปในท้อง เรามีความรู้สึกตัว
อันนี้ก็เป็นการเจริญสติ
อย่าเพิ่งพูดว่าไม่มีโอกาส ไม่มีเวลา
อันนั้นเป็นคนที่ไม่ตั้งใจ
คือไม่รู้จัก ไม่สนใจเรื่องชีวิตนี่เอง

 

หลวงพ่อเทียน จิตฺตสุโภ